Lifetime Recipe

Lifetime Recipe

ก่อนจะอ่าน...

นี่เป็นบล็อคส่วนตัว สิ่งที่อยากโพสคือสิ่งที่อยากเก็บไว้เป็นความทรงจำ เพราะตัวเองเป็นคนลืมง่าย แม้แต่ช่วงเวลาความสุข ความประทับใจ ผิดกับความเศร้าเสียใจ ที่จำได้ง่ายเหลือเกิน แต่จะพยายามโพสแต่สิ่งที่น่าจดจำที่สุดก็แล้วกัน ...ยินดีต้อนรับสู่โลกของJulie Mค่ะ^^

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ทฤษฎี "Kübler-Ross model" ใน You Who Came from the Stars



"Kübler-Ross model" or five steps of grief mentioned in You Who Came from the Stars
ทฤษฎีคับเบลอร์-รอส หรือ 5 ขั้นเมื่อเผชิญกับความเศร้า ที่ถูกกล่าวในเรื่อง ชายผู้มาจากดวงดาว (ออกแนวมีสาระนิดนึง)



I got this psychological theory while watching You Who Came from the Stars. I heard To Min Joon mentioned the theory, Kübler-Ross model, after he had refused to tell his true feeling to Cheon Song Yi. And the series showed Song Yi's processed reactions as per the theory humorously and respectively. Then I got to find more explanation on it and found it useful to deal the hard situation step by step.

เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องโทมินจุนยกทฤษฎีทางจิตวิทยาของคับเบลอ-รอส มา เป็นทฤษฎีเกี่ยวการเผชิญกับความเศร้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนที่โทเมเนเจอร์พูดไว้ในเรื่องหลังจากที่เจ๊ซงอีสารภาพความรู้สึกแบบหมดเปลือกให้โทเมเนเจอร์ฟัง ซีรี่ส์ก็ตัดฉากอธิบายทฤษฎีนี้สลับกับฉากนางเอกประกอบเป็นตัวอย่างทีละขั้นอย่างตลกขบขำ ก็เลยคิดว่า เจ้าทฤษฎีนี้น่าจะได้ประโยชน์ถึงขั้นต้องหาข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติม

The theory explains on how people could face after they experience trauma in everyday life whether from death or break up. By observing people who have this illness, Kübler-Ross conclude the expecting results into five process that people normally encounter.

ทฤษฎีของคับเบลอ-รอสกล่าวถึงว่า ผู้คนเผชิญหน้ากับความผิดหวัง ความเศร้าโศกในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต หรือ เลิกคบกับแฟน โดยพวกเขาจะฝ่าฟันมันไปอย่างไร เพราะฉะนั้น เจ้าของทฤษฎีก็ได้สังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านี้และสรุปออกมาได้ 5 ขั้น 5 แบบที่คนเหล่านั้นแสดงอาการออกมา

Perharps, in my case, after paying attention the theory, psychologically, I see that I have passed the last step so far that I understand that my past was really proceeded according to the five steps of grief. No wonder that how hard to go through those incidents and I feel lucky finding this article which is very helpful to find the solutions.

บางที อย่างเราพอได้อ่านทฤษฎีนี้ เพิ่งรู้ว่าเราเพิ่งผ่านขั้นตอนสุดท้ายมาหมาดๆ พอมองย้อนกลับมา มันก็จริงที่เราผ่านตามขั้นตอนทั้ง 5 มาได้ เลยไม่แปลกใจ แถมโชคดีที่มาเจอทฤษฎีนี้ ทำให้ค้นพบวิธีรับมือกับอาการทีละขั้นได้

However, the series must have confused the two first steps. Actually, the step of denial comes before of anger. Otherwise, the production might purposely intend to swap them or they were accidentally mistaken.

อย่างไรก็ตาม เราจับผิดซีรี่ส์ได้อย่างนึงคือ มันเรียงขั้นตอนผิด จริงๆ ขั้นแรกต้องเป็น ไม่ยอมรับความจริง แล้วค่อย โกรธ แต่ไม่ว่ากัน ถ้าคิดในอีกแง่ ซีรี่ส์อาจจะตั้งใจสลับไม่ว่าจะเหตุผลอะไร หรือเพราะความผิดพลาดของทางผู้เขียนบท

Here are the five steps of grief.
5ขั้น เมื่อเผชิญกับความเศร้า


Denial = ไม่ยอมรับความจริง


"What?! Is he crazy? What an alien on Earth!"

Anger = โกรธ โมโห

                           
"You idiot! I'm gonna make you pay off! "

Bargaining = การปลอบใจตัวเอง

"Actually, he's not my type I wanna date with."
Depression = ความซึมเศร้า


"I'm not crying. The tears just flow out."

Acceptance = การยอมรับ

"I'm gonna be the prettiest woman and make you regret all of this!"



Generally, facing dilemnma should be consequently done in the patterned process so that those people will be healed step by step in each step. The more you express your emotion regarding five steps, the faster you will be cured from dilemna. That's why we should hurrily accept the unresolved problem and move on.

โดยปกติแล้ว การเผชิญหน้าควรเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับเพื่อคนเราจะได้หายจากอาการทั้ง5ให้เร็วที่สุด ยิ่งถ้าเราแสดงอาการตาม 5 ขั้นมากขึ้น อาการเราก็จะฟื้นฟูเร็วมากขึ้นจากความเศร้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้น เราควรรีบยอมรับปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไขให้เร็วและเดินหน้าต่อไป


 

Meanwhile, women and men get the different results. Tending to get a better life, women upgrade herself by improving individuals or finding a better guy she's ever dated. Unlike women, men will be more sorrowful than women ... (somehow and not everyone, I guess)

อย่างไรก็ดี ผู้หญิงกับผู้ชายได้รับผลกระทบต่างกัน คือ ผู้หญิงมีแนวโน้มฟื้นฟูเร็วกว่า ปรับปรุงตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะ พัฒนาตัวเองให้ดูดีหรือหาผู้ชายที่ดีกว่าคนเก่า แต่ผู้ชายมีแนวโน้มตรงกันข้าม อาจจะเศร้ามากกว่าผู้หญิง (ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงรึป่าว)




To get over, if we are in the middle of these steps, don't worry. Just express out what you should do and feel in order to relieve yourself soon. Pretending not to feel is not the real remedy. It even extends your trauma and last for long time. Therefore, to say again, accept it and move on.

ถ้าเรายังอยู่ในช่วง5ขั้นนี้ ขอให้พึงรู้ไว้ว่า อย่าไปกังวล แค่ระบายความรู้สึกพวกนั้นออกมา จะได้หายจากการประสบปัญหาที่แก้ไม่ได้พวกนั้น และการเสแสร้งหรือหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไรไม่ใช่วิธีแก้ที่แท้จริง เพราะมันยิ่งทำให้เวลา 5 ขั้นนั้นยืดเยื้อนานออกไปอีก เพราะงั้น ย้ำอีกรอบ รีบยอมรับและเดินหน้าชีวิตต่อไปดีกว่า




ปล. ไม่ได้ตั้งใจแปลให้ตรงเป๊ะ ก็ขออภัยด้วยJ.M.

sources:
wikipedia.org
You Who Came from the Stars episode 13, aired on 29 January 2014
lucidchart.com
kodhit

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

[Videos] 2014 Sweet Smile JOO WON fan meeting in Thailand "First Love"


มาถึงเรื่องราวความประทับใจจากมีทของดาราหนุ่มเจ้าของบทบาท หมอพัค กับคำพูดติดปาก "ปัลรี ปัลรี ปัลรี ปัลรี" มาให้ชมกัน ตอนไปนี่ตื่นเต้นมากๆ เป็นครั้งแรกที่พี่จูวอนมาจัดแฟนมีทที่ไทย มีโมเม้นท์น่ารักๆ แถมอาการเขิน เปิ่นๆ ด้วย ดูเป็นตัวของตัวเองมาก เชื่อแล้วว่า พี่เขาขี้อายจริงๆ แต่ไม่ตื่นเวทีเลย (ระดับนี้แล้ว -..-) สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือ ความน่ารักเนี่ยแหละ แต่ก็คำพูดที่กินใจ ถึงแม้เวลาจะน้อยนิด แต่ก็ฟินไม่หายขาด เรียกได้ว่าเต็มอิ่ม สัมผัสใกล้ๆ กันถ้วนหน้า 

แต่มีเรื่องตินิดนึงคือ เหมือนพิธีกรจะเป็นผู้สื่อระหว่างศิลปินกับคนดูไม่เต็มที่เท่าไร แต่ก็สนุกดี บางครั้งอยากติเรื่องคำพูดกูมึงพูดลับหลังเจ้าของงานไม่ค่อยดีนะคะ ส่วนล่ามแปลน่าจะแปลทุกกระเบียดนิ้วให้พี่จูเขาเข้าใจแฟนคลับไทยมากๆ ด้วยก็ดี ส่วนสำนวนการแปลยังแปลเป็นทางการไปหน่อย น่าจะแปลมันส์ๆ แบบภาษาวัยรุ่นบ้าง 555+

เอาล่ะ มีคลิปมาฝาก ไกลหน่อย แต่เสียงเพราะ 

ร้อง If I were >



ร้อง Unchained Melody + ทำปิ๊กหลุด 55




แอคติ้งเป็นหมอพัค + ช่วงตอบคำถาม 



เต้นเพลงหญิงลี + ถ่ายไม่ทันพี่แกเต้น แต่ดูพิธีกรสาธิตเอา 555+



Farewell พูดยาวๆ และได้ใจความ T_



ร้อง This is the moment 지금 이순간 สุดยอด แต่ตอนจบคลิปที่เห็น พี่แกผิดคิวเดินเข้าผิดฝั่ง หลังจากนั้นพี่เขาวิ่งลนๆ ไปอีกฝั่ง 55 เพื่อมาเซอร์ไพร์ส ในคลิปถัดไป



เซอร์ไพรส์




Tags: Joo Won, Moon Jun Won, Fan meet, Thailand, Sweet Smile, First Love, Good Doctor

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[หนัง][แนะนำ] The Perks of Being a Wallflower


The Perks of Being a Wallflower

หมายเหตุ: สปอยล์หนัก ถ้าใครยังไม่เคยดูแนะนำว่าอย่าเพิ่งอ่าน ไปดูหนังก่อน 55

นำแสดงโดย โลแกน เลอร์แมน  เอ็มม่า วัตสัน  เอซร่า มิลเลอร์


กลับมาแนะนำหนังหลังจากหายไปเรียนหนังสือ พอดีไปเจอเรื่องนี้เพราะเอ็มม่าเล่น เลยอยากรู้ว่าเกี่ยวกับอะไร และเท่าที่ดูโปสเตอร์ข้างบนครั้งแรก นึกว่าหนังวัยรุ่นอเมริกันทั่วไปล่ะมั้ง สะดุดไปเห็นชื่อหนังข้างบนตัวนักแสดง เอ่ จะแปลเป็นไทยยังไงนะ  perk ? มันแปลว่าผลตอบแทนอะไรสักอย่างที่คุ้มค่าแก่การได้มา แล้ว wallflower กำแพงดอกไม้ อันนี้ค้นในเออร์บันดิกฯเลย จับใจความได้ว่า wallflower คือคนที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้สังเกตและไม่ค่อยมีใครคบหรือเข้าหา แต่พอได้รู้จักก็จะรู้ว่าคนๆ นี้เป็นคนอัศจรรย์มาก พอเอาชื่อเรื่องมาแปลแบบรวมๆ ก็คือ 'ผลตอบแทนของการเป็นคนอัศจรรย์ที่ไม่มีใครสนใจ' แต่ดูชื่อไทยของเรื่องแล้ว บอกเลยว่า มันดูกุ๊กกิ๊กมาก และไม่เข้ากับเรื่องเท่าไรนะคะ - -;


หลังจากดูจบเลยเสิร์ชหาทันที หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือของ Stephen Chbosky และก็เป็นคนกำกับเรื่องนี้ด้วย ถึงว่าทำไมการดำเนินเรื่องและการแสดงอารมณ์ของตัวละครมันชัดเจน และมีความเป็นดั้งเดิมตามหนังสือสูงมาก ถึงตัวหนังจะตัดออกไปเยอะก็ตาม ก็เพราะคนเขียนมากำกับเอง ซึ่งเป็นหนังที่หายากมากๆ โดยเฉพาะหนังที่ทำจากนิยาย ส่วนตัวเลยอยากจะซื้อมาอ่านอีกสักเล่มหนึ่ง พูดถึงตัวละคร ผกก. เลือกคนเล่นถูกบทมาก จากที่เราไม่เคยดูหนังของโลแกน ซึ่งรู้ว่าดังจาก Percy Jackson แต่มันไม่ใช่แนวสำหรับเรา แต่กลับประทับใจกับบทนี้เอามากๆ บทแซมและแพริกเช่นกัน เด็กชายKevin จาก We Need to Talk about Kevin และเอ็มม่า วัตสัน จากแฮรี่ฯ มันน่าสนเล็กๆ ตรงที่เราอยากเห็นเอ็มม่าพูดอังกฤษแบบอเมริกัน และเธอก็ทำได้ค่ะ ฮ่าๆ ถึงจะแปร่งๆ หน่อยก็โอเค น่ารัก^^ ถ้าเราให้คะแนน ก็จะให้ 9.5/10 ค่ะ อีก .5 ที่หายก็คือเรื่องราวในหนังสือถูกตัดออกไปเยอะตามประสาคนทำหนัง ซึ่งส่วนที่ตัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กันนะ



เรื่องราวหลักๆ ของเรื่อง ก็คือ ชาร์ลี เด็กหนุ่มที่กำลังจะขึ้นม.ปลาย มันเป็นความท้าทายของเขาที่จะก้าวขึ้นไปโตอีกระดับหนึ่ง แต่เขากลับพบว่า ชีวิตม.ปลายมันช่างแตกต่างจากม.ต้น ที่มีเพื่อนเก่าๆ จะมาคอยคุย และเคยมีเพื่อนๆ มากกว่านี้ แต่พอชาร์ลี เข้ามาในโรงเรียนม.ปลายก็เจอกับสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตต่างๆ นาๆ ทุกคนมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น เพื่อนที่เคยรู้จักตีตัวออกห่าง แม้กระทั่งพี่สาวของชาร์ลีชื่อ แคนดิซ ห้ามไม่ให้น้องของตนมานั่งทางด้วยเพราะเธอจะนั่งทานกับแฟนหนุ่ม ชาร์ลีเลยต้องนั่งทานอาหารกลางวันคนเดียว โดนเพื่อนแย่งเอาการบ้านด้วยการข่มขู่ และนั่นทำให้เขาไม่มีเพื่อนในวันแรกที่เข้าเรียน 


ระหว่างที่เขาอยู่บ้าน ชาร์ลีมักจะเขียนไดแอรี่ ซึ่งเรา คนดูอาจจะมองได้ว่า เด็กคนนี้มีโลกส่วนตัวสูงจริงๆ ถึงขั้นต้องบันทึกชีวิตตัวเองและความรู้สึกตัวเองทุกๆวัน ความลับที่เขาปิดบังไว้กลายเป็นกำแพงในใจ มันกำลังบังความจริงบางอย่างภายใต้จิตใจของเขาอยู่   อย่างไรก็ตาม เวลาที่ชาร์ลีอยู่กับพ่อแม่ แม้ว่ามีความในใจที่ปิดบังอยู่ และ เรื่องที่เขาถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งมากแค่ไหน  มีความสุขหรือไม่ เขาจะไม่อยากให้พ่อแม่และพี่สาวรับรู้




จนวันหนึ่ง เขาได้รู้จักกับรุ่นพี่ที่สอบตกวิชางานช่าง ชื่อว่า แพทริก เขาเป็นตัวสีสันของชั้นเรียน ทั้งล้อเล่นคุณครู และเป็นตัวตลอกประจำโรงเรียนที่ใครๆ ก็รู้จักกันในฉายาว่า 'ไม่มีอะไร' ชาร์ลีเห็นรุ่นพี่คนนี้ดูร่าเริงสดใส ก็เลยอยากเป็นเพื่อนโดยที่เขาต้องพยายามเข้าหา และนั่นทำให้เขารู้จักกับ แซม รุ่นพี่สาวสวยร่าเริงที่ทำให้ชาร์ลีแอบชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากคบเป็นเพื่อนด้วย และวันนั้นหลัง



จากดูแข่งขันอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนจบลง พวกเขาทั้งสามคนก็ได้รู้จักกัน เริ่มแรกที่ชาร์ลีเป็นเพื่อนกับแซมและแพทริก สองคนนั้นยังไม่แคร์ชาร์ลีมากเท่าไร มิหนำซ้ำ ยังเปิดเพลงไล่ชาร์ลีอีก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชาร์ลีโกรธหรอก ในทางกลับกัน ชาร์ลีคิดว่า แพทริกกับแซมเข้าคู่กันดี ทำให้ชาร์ลีเข้าใจผิดว่าพวกเขาเป็นแฟนกัน แต่ที่ไหนได้ พวกเขาเป็นพี่น้องพ่อแม่เพิ่งแต่งงานใหม่ด้วยกัน และแพทริกเองก็ไม่ได้ชอบผู้หญิงเสียด้วย ทำให้ชาร์ลียิ่งรู้สึกแอบชอบแซมเข้าไปอีก แต่เขากลับมารู้ทีหลังว่า แซมมีแฟนรุ่นพี่มหา'ลัยแล้ว 


หลังจากที่เขาไม่ได้เจอแซมกับแพทริกบ่อยๆ จนกระทั่งงานเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่ ชาร์ลีพยายามอีกครั้งที่จะเข้าวงเต้นกับพวกเพื่อนทั้งสองนี้ เขาทำสำเร็จ และหลังจากนั้นรุ่นพี่ทั้งสองก็พาเขาไปปาร์ตี้ ซึ่งก็มีการเล่นกัญชา(รึเปล่า) แต่ไม่ร้ายแรงมากนัก ถือเป็นการรับน้องภายในตัว ทุกคนในปาร์ตี้ต่างตะลึงชาร์ลีว่าเป็นคนตลกมากๆ (หลักจากกินคุกกี้หลอกไป) ใครๆ ก็ชอบเขา จน แซม ต้องทำนมปั่นให้ดื่มเพราะสติชาร์ลีย์ไม่อยู่กับตัวจริงๆ และนั่นทำให้เขาพูดความในใจต่อหน้าแซมได้เต็มที่ เมื่อแซมถามเขาว่า เพื่อนของชาร์ลีย์ไปไหน เขาตอบว่า เพื่อนของเขาเพิ่งฆ่าตัวตายไปเมื่อฤดูร้อนครั้งที่แล้ว นี่จึงทำให้แซมรู้สึกเศร้า สงสาร และอยากเป็นเพื่อนชาร์ลีมากขึ้น และเมื่อแพทริกรู้ด้วย พวกเขาทั้งสามเลยกลายเป็นเพื่อนกันและชาวแก็งส์อย่างแท้จริง

เรื่องราวต่อจากนี้ ก็เกิดความสับสน ระหว่างเพื่อนทั้งสามและ ที่สำคัญ ภายในจิตใจของชาร์ลีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป



คงสปอย์ได้แค่นี้นะคะ เพราะถ้ามากไปอาจจะน่าเบื่อ สำหรับเราแล้ว เราดูเรื่องนี้ 7รอบติดต่อกัน ไม่รู้ทำไม ก็เพราะชีวิตวัยรุ่นของใครหลายคนอาจจะเคยเป็นแบบชาร์ลีมาแล้วน่ะสิ แต่สิ่งที่ประทับใจและทำให้เราย้อนดูกลับไปกัลบมาคือ คำพูดประโยคนึงของชาร์ลี 

"งั้นผมว่าเราเป็นอย่างที่เราเป็นด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง
และเราอาจจะไม่รู้เหตุผลเหล่านั้นทั้งหมดก็ได้"

กับ

"ผมทั้งมีความสุขและความเศร้าพร้อมกัน
ผมยังคงตามหาคำตอบว่ามันเป็นไปได้ยังไง"


ชาร์ลีเป็นเด็กที่เก็บความรู้สึก และมีโลกส่วนตัวมากจนเขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกลึกๆ ต่อหน้าคนอื่นได้ เพราะเขามีความลับบางอย่างตามหลอกหลอนเขา เขาคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้น้าของเขาตายและมันไม่เคยจางหายไป เวลาที่เขาอยู่คนเดียวจิตใจเขาจะสับสนและหมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ตนไม่เคยบอกใคร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องบันทึกความรู้สึกลงไดแอรี่ 

แต่เมื่อเขาได้รู้จักกับแซมและแพทริก ทำให้เขารู้ว่า เขาควรที่จะเปิดความรู้สึกออกมาให้มากกว่านี้ เพราะยิ่งถ้าเขาไม่พูดอะไรออกมา เขาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครจดจำและสนใจ และกลายเป็นwallflowerจริงๆ และที่มากไปกว่านั้นก็คือ เขาแอบชอบแซมแต่ไม่เคยบอกความรู้สึกออกไปตรงๆ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะชาร์ลีเองรู้อยู่แล้วว่าแซมมีแฟน เขาจึงคิดที่อยากจะแอบเฝ้ามองอยู่ห่างๆ มากกว่าที่จะอยู่ใกล้ๆ และอยากเห็นเธอมีความสุขมากกว่า ในขณะที่แซมไม่มั่นใจว่าชาร์ลีคิดยังไง เพราะเขาไม่เคยสารภาพรักกับเธอ บวกกับทีเธอเองเคยถูกหลอกมา วันหนึ่งแซมจึงถามชาร์ลีว่า 'ทำไมคนที่ตัวเองรักถึงทำเราเหมือนไม่มีอะไรเลย' และชาร์ลีก็ต้องกลับแซมว่า 'เราแค่รับความรักที่เราสมควรได้รับไง' 




เป็นประโยคที่คนเขียนชอบมากที่สุด


สิ่งที่ชาร์ลีเรียนรู้อีกอย่างหลังจากมีเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสอง เขารู้ว่าทุกคนก็มีเบื้องหลังความเจ็บปวดเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เขากลับเจ็บปวดที่สุดเพราะความเจ็บปวดนั้นทำให้เขากลายเป็นเด็กเงียบ และไม่ร่าเริง ไม่มีเพื่อนคบ แต่การที่เขาได้เจอเพื่อนดีๆ อย่างแซมและแพทริก กลับทำให้เขากล้าที่จะต่อสู้กำแพงจความกลัวในจิตใจนี้อีกครั้ง



หนังสือและหนังเรื่องนี้ มีประโยคอีกหลายประโยคที่ทำให้เราหวนนึกถึงชีวิตวัยรุ่น และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป แนะนำเลยค่ะ
  
 'พวกเราแค่อยู่ตรงนั้นด้วยกัน แค่นั้นก็พอแล้ว'


 'พวกเราคือที่สุด'


ต่อไปเป็นฉากที่ชอบมากที่สุด 



ผมไม่รู้ว่าผมจะมีเวลาเขียนจดหมายอีกมั๊ย 
เพราะ ผมอาจจะยุ่งกับการเข้าหาเพื่อนมากขึ้น
ดังนั้น ถ้านี่จะกลายเป็นฉบับสุดท้าย 
ผมแค่อยากจะให้คุณรู้ว่าผมเคยอยู่ในที่ๆ แย่มาก่อน
ก่อนที่ผมจะเข้าม.ปลาย  และคุณได้ช่วยผมไว้
ถึงแม้คุณไม่เคยรู้ว่าผมเคยพูดเรื่องอะไรไว้ หรือ รู้จักใครที่
เคยประสบเหตุการณ์แบบนี้ คุณกลับทำให้ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เพราะผมรู้ว่ามีใครอีกหลายคนที่พูดเรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ 
และผู้คนที่ลืมช่วงอายุตอน16ย่างเข้า17นั้นเป็นยังไง 
ผมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องเล่าสักวัน และรูปภาพจะกลายเป็น ภาพเก่าๆ 
พวกเราจะกลายเป็นพ่อแม่ของใครสักคน
แต่ ณ ช่วงเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องราว  มันกำลังเกิดขึ้น 
ผมอยู่ตรงนี้ และผมกำลังจ้องมองเธอ 
เธอดูสวยมากๆ ผมสัมผัสได้ 
ช่วงเวลาหนึ่งเดียวนี้ พอรู้ว่าตัวคุณไม่ใช่เรื่องราวอันแสนเศร้าอีกต่อไป 
คุณกำลังมีชีวิตชีวา 
คุณลุกขึ้นยืนและเห็นแสงไฟตามตึกสูงต่างๆ และทุกอย่างนั่นทำให้คุณรู้สึกฉงน
และตอนนี้คุณกำลังฟังเพลงบนรถที่แล่นกับคนที่คุณรักมากที่สุดในโลก

และ ณ วินาทีนี้ ผมมั่นใจว่า 
พวกเราคือ ที่สุด



ตบท้ายด้วยเพลงในอุโมงค์ที่แซมถามหา




พวกเราขอแค่เป็นฮีโร่แค่วันเดียว ก็พอ

J.M.

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

[เบ็ดเตล็ด]แนะนำซีรี่ส์ น่ารักๆ






ไม่ได้เข้ามาอัพนานได้สักพักแล้ว จะยุ่งเรื่องงานเรื่องเรียน แต่ก็ไม่ได้ลืมที่นี่ไปนะ แหะๆ (ข้อแก้ตัว- -*) เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า ช่วงนี้ และระยะหลังๆ J.M. ไม่ค่อยตามซีรี่เกาหลีเท่าไร แต่กลับไปติดซีรี่ส์ฝรั่งซะงั้น!!! ไม่ว่าจะ Glee, The Vampire Diaries, Breaking Bad Walking Dead บลาๆๆๆ ไม่ได้ดูทุกเรื่องหรอก น่าแปลกที่ว่า เราดูซีรี่ส์ฝรั่ง ทำให้เรารู้ว่า มันมีหลากหลายแนวให้เราได้เลือกดูเยอะมาก พูดง่ายๆ พักจากซีรี่ส์เกาหลีเครียดๆแค้นๆ เศร้าๆ หันมาดูอะไรเจิดจ้าๆ บ้าง โดยส่วนตัวชอบหนังเพลงอยู่แล้ว เลยคิดไม่ผิดที่ดูGlee ได้ฟังเพลง + นั่งขำๆ ฮาๆ กับตัวละครไป ดูแวมไพร์3เศร้า ตกลงมันจะรักไม่รักใคร(ฟระ)แถมพามาทั้งแม่มด หมาป่า และ ลูกครึ่งหมาป่าแวมไพร์(อันหลังกรี๊ดหนักๆ><) ดูอาจารย์วิทย์ม.ปลายมาเป็นคนทำยาเสพติดย์จนเป็นGodfatherยังไง เห็นได้ว่า ดูคนล่าผีดิบอย่างเมาส์มันส์ 
จะเห็นว่า มันคนละเรื่องคนละไสตล์แต่เราก็ดูมันทั้งหมด ด้วยความที่มันให้ลุ้นกันไปคนละแบบ อีกอย่างหนึ่งคือ ซีรี่ส์ฝรั่งทำหลายตอนเท่าเกาหลีก็จริง แต่เดินเรื่องเร็วมาก ดูๆ ทีไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกอึด เนื้อเรื่องกระชับ พอๆ กับซีรี่ส์ญี่ปุ่นในบางที และสุดท้ายคือ อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ หลังจากดูซีรี่ส์ฝรั่งมาปีกว่าๆ ครั้งแรกที่ดูจำได้ว่า ต้องดูซับอิ้งค์ จนถึงตอนนี้ ไม่เพิ่งซับใดๆ แล้ว   มีบางครั้งที่เราไปดูซับไทย บอกได้เลยว่าไม่มันส์เท่ากับฟังภาษาดั้งเดิม เพราะอะไรน่ะเหรอ  สำนวนภาษาอังกฤษ ถ้าเข้าใจแบบอังกฤษ มันจะโปกฮากว่าแปลไทยเยอะเอามากๆ!! แต่ก็ไม่เถียงว่าพอแปลไทยเป็นสำไทยก็ฮาไม่แพ้กัน แต่ที่เราสังเกตได้คือ ความเข้าใจมันจะเปลี่ยนไป แต่ "เซ้นส์" ไม่หายไปเลย 555+ ยังไงก็ลองดูซีรี่ส์ต่างประเทศดูกันบ้างนะ^^




ตอนนี้ กำลังหันมาดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นอยู่ มีอยู่ 2 เรื่อง Otomen กับ Itazura na Kiss - Love in Tokyo - เรื่อง Otomen เพิ่งดูจบเมื่อวาน แปลกใจเหมือนกัน เมื่อ2วันก่อนอะไรดลใจให้เราดูเรื่องนี้ ดูผ่านๆ เห็นมันแปะตาม"หน้า"เว็บ แถมชื่อไทยก็ทำเอา เขิน ปน ฮา "ยอดชายใจแหวว" ครั้งแรกที่เห็น "ใครคิดชื่อไทยฟระ เสี่ยวมาก พระเอกเป็นตุ๊ดเรอะ หน้าตาดีขนาดนี้อ่านะ!" เลยกดเข้าไปอ่านเรื่องย่อ ใครๆ ก็คงเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้วสินะ เรากำลังอ่านอยู่เหมือนกัน(ช๊ะ!) เป็นแนว โชวโจวมังหงะ ที่ว่าด้วยพระเอกอย่างมาซามุเนะ อาสุกะ เด็กหนุ่มม.ปลายที่รูปร่างหน้าตาดี เรียนเก่ง แชมป์เคนโด้สมกับเป็นต้นฉบับเด็กหนุ่มแห่งญี่ปุ่น นายช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ จนเด็กสาวต่างต้องสยบ ถลายตัวเป็นFC แต่ทว่า เบื้องหลังตัวตนของมาซามุเนะ อาสุกะ แอบซ่อนด้านน่ารักๆ ไว้ นั่นก็คือ นิสัยแบบหญิงๆ ชอบทำอาหาร เย็บปักถักร้อย และชอบทานของหวาน นะนะนี่มันนิสัยผู้หญิงชัดๆ! อย่างไรก็ตาม อาสุกะต้องเก็บซ่อนด้านน่ารักๆ นี้ไว้และเต๊ะท่าเป็นเด็กหนุ่มญี่ปุ่นสมบูรณ์แบบตามคำขอของแม่ไว้ จนกระทั่งมาได้รู้จักกับ มิยาโกะสุกะ ริโอะ เด็กสาววัยเดียวกับเขาที่ทั้งน่ารักและแข็งแกร่ง แต่กลับไม่มีเซ้นนิสัยหญิงเหมือนอาสุกะเลย ทำให้เขาไม่สามารถปิดบังนิสัยหญิงต่อไปได้ ก็เพราะเขาแอบชอบตั้งแต่แรกเห็นน่ะสิ ต่อไปอาสุกะจะก้าวต่อไปยังไง  ... ไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งดูจบไปเมื่อวาน (ซีรี่ส์ญี่ปุ่นอ่านะ ดู2 วันก็จบละ - -) สนุกดีจ้า ที่ดูไม่ใช่อะไรเลย พระเอก มาซากิน่ารักมากค่ะ เราไม่แน่ใจว่า มันจะมีจริงๆ เหรอผู้ชายประเภทนี้ ชอบทำอาหารกับกินของหวาน ไม่เท่าไร แต่เย็บปักถักร้อยกับอ่านโชวโจวมังหงะนี่ หายากนะ สุดท้ายคือ มันน่ารักที่ว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีจริตเป็นหญิง ผู้ชายก็เป็นได้ แต่ไม่ได้หมายความอยากเป็นผู้หญิง แต่มันคือ ความน่ารัก ความลงตัวอย่างหนึ่ง มันก็คือผู้ชายที่ใส่ใจในรายละเอียดนั่นแหละนะ^^





ต่อไปเรื่องที่กำลังออกอากาศอยู่ ณ ตอนนี้! Itazura na Kiss - Love in Tokyo หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเท่ากับชื่อ It Started with a Kiss สินะ จริงๆ เรื่องนี้ดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเดียวกัน และรีเมคมาเรื่อยๆ เริ่มฉายเป็นซี่รี่ส์ครั้งแรกปี 1996 จน ปี 2005 เป็นเวอร์ชั่นไต้หวันที่ แอเรียล หลิน กับ โจ เฉิง เล่นคู่กัน กับ ปี 2008 They Kiss Again เวอร์ชั่นไต้หวันเป็นเวอร์ชั่นที่หลายคนกล่าวถึงมากที่สุด เพราะ เนื้อเรื่องน่ะสิ มันทำเอาน่ารักจนอดไม่ไหว โดยเฉพาะนางเอก จริงๆ มันว่าด้วย คนฉลาด กับคนโง่ (ไม่ได้ด่านางเอกนะTT) มันไม่สำคัญเท่ากับรู้จักกับความรักได้ ชีวิตจริงนี่ไม่รู้ เท่าที่ดู น่ารักปนฮา แต่หลังๆ จะดราม่า เพราะพระเอกเล่นตัวเกินไป (ฮา) สรุปต้องดูค่ะ สำหรับคนชอบแนวนี้ เวอร์ชั่นเกาหลี ปี 2010 ที่ฮยองจุงเล่น ขอไม่กล่าวอะไร เพราะเราดูแล้วมันไม่สนุกอย่างที่คิดเลย แต่ถ้าใครดูอาจจะสนุกก็ได้ แต่เราไม่เเลยจริงๆ มาพูดถึงเวอร์ชั่นล่าสุดกันบ้าง หลังจากที่ดูไป 4 ตอนแรก มันช่างงงง คืองี้ ก่อนที่เราจะดูคิดไว้ก่อนว่า มันต้องไม่สนุกแน่ๆ เลย คงดัดแปลงอะไรไปเยอะ ปรากฏว่า โอเค ให้ผ่านค่ะ เพราะนางเอกน่ารัก เลยผ่าน ไม่ใช่แค่นั้น ถึงเวอร์ชั่นนี้นางเอกไม่เวอร์เหมือนที่แอเรียลเล่น แต่ก็เออนี่แหละ เปิ่นๆ น่ารักๆ พระเอกนี่ดูใสๆ นะ แต่พี่แกดูหน้าเด็กไป (เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ในชีวิตจริงพระเอกแก่กว่านางเอก 10 ปี(ฉัน =O=) หน้าเด็กมากไปมั๊ยพี่!) เพิ่งมาโอเคกับพระเอกในตอนที่ 2 เล่นแข็งไปหน่อย แต่ลุคมันโอเคเลยให้ผ่าน โดยรวมไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเท่าของไต้หวัน อันนั้นมันทำฮาด้วย  แต่มันกลับน่ารักกว่าตรงที่ มันเปิ่นๆ ได้น่ารักกว่า ไม่บีบคั้นเท่าของไต้หวันเท่าไร เวลาดูเลยชิลๆ สบายๆ (หรือเพราะเราแก่แล้วหว่า- -) ตอนนี้ก็กำลังติดตามไปเรื่อยๆ จนจบ





ซีรี่ส์อีกเรื่องที่ชอบมากๆ Skip Beat คุ้นๆ ชื่อกันบ้างไหม เป็นเวอร์ชั่นไต้หวัน ดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่น(อีกแล้วครับท่าน)ที่Ivy แล่นกับ ซีวอนและทงเฮ แนะนำเลยว่าต้องดู ตัวเด่นคือนางเอกนะเอง สำหรับเรา เรารู้สุกว่ามันเป็นซีรี่ส์บ้าเว่อร์ๆ เรื่องนึง แต่กลับได้อะไรเยอะเหมือนกัน (มีสาระนิดนึงว่างั้นเถอะนะ) หลักๆ มันจะพูดเรื่องการแสดง การเป็นดารา การเป็นไอดอล เนื้อเรื่องก็คือว่า นางเอก(จำชื่อไม่ได้ละ) Ivy แกโดนแฟนเก่าอย่างทงเฮทิ้ง จะว่าเป็นแฟนเก่าก็ไม่เชิง ไอวี่ชอบทงเฮมากๆ จนยอมทำงานพาร์ทไทม์ลาออกจากโรงเรียนเพื่อส่งเงินค่าเช่าคอนโดหรูๆให้ด๊องอยู่ เพราะด๊องหนีออกจากบ้านมาเป็นนักร้องไอดอลในกรุง ไอวี่รักด๊องมากๆ (เวอร์โคตรๆ เลยแหละ) ถึงกับต้องส่งกล่องข้าวไปที่บริษัททุกวัน และก็เก็บความลับที่ด๊องชอบของหวานด้วย จนด๊องได้เป็นศิลปินไอดอลชื่อดังแถวหน้า อยู่มาวันหนึ่ง ไอวี่มาส่งกล่องข้าวให้ด๊องถึงบริษัทก็ได้ยินว่าด๊องไม่ได้ชอบตัวเองและที่พาตัวเองมาอยู่ด้วยเพราะไม่มีใครทำกับข้าว หรือ ว่าง่ายๆ มาเป็นคนรับใช้นะเอง และก็ไม่เคยสนใจไอวี่เลย พอนางได้ยินดังนั้น ความเหลืออดก็หมดลง นางจึงประกาศสงครามกับด๊องว่า นางจะเป็นดาราแถวหน้าแล้วเหยียบด๊องให้จมดิน ไอวี่ก็เลยไปสมัครเป็นดารา ด้วยความมุ่นมั่น(อยากจะแก้แค้น) เลยยอทำทุกวิถีทางที่จะเป็นดาราให้ได้ จนมาเจอซีวอนที่ทำเอางงว่า นางนี้มันอยากจะเป็นดาราไปไหน สุดท้ายก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง ก็เลยยอมสอนไอวี่ให้เป็นดารา แต่ที่จริง มันคือวิธีการเป็นนักแสดงต่างหาก พอซีวอนรู้ว่าไอวี่อยากเป็นนักแสดงเพราะอยากแก้แค้น เลยผิดหวังในตัวไอวี่ และบอกว่า อย่าเอาความรู้สึกพวกนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ เธอต้องรู้ตัวว่าเธออยากเป็นนักแสดงไปเพื่ออะไร เท่านั้นแหละ ไอวี่เลยค่อยๆ ลดความอยากแก้แค้นและหันมาเรียนรู้การแสดงโดยซีวอน และสุดท้ายคือ ซีวอนเองก็มีความลับ และนั่นทำให้เจ้าชายน้ำแข็งต้องละลาย เพราะไอวี่เอง ส่วนด๊องเหรอ เหอๆ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าตัวเองชอบนางเอก (ตรูนี่แบบ ฮา สะใจ 55) เอาเป็นว่า มันน่าดูมากๆ เป็นเรื่องแรกที่ดูIvyเล่น และประทับใจกับการแสดงของเจ๊มาก ถึงมากที่สุดดดด ชอบผู้หญิงแบบนี้ ><!


ถ้ามีซีรี่ส์น่าดูจะมาแนะนำอีก ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องโดยรวมคร่าวๆ เจอกันในกระทู้ถัดไปค่ะ


J.M.

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

[Review] Scent of Woman การใช้ชีวิตให้คุ้มค่า คือคำตอบของเรื่องนี้

กลับมาอีกครั้งหลังจากไม่ได้เข้ามานานมากกกก... ผ่านมาเกือบปี แล้วที่ไม่ได้ รีวิวซีรี่ย์เกาหลี จริงๆ ดูมาเยอะอยู่ แต่เลือกไม่ถูกว่าจะเอาเรื่องไหนลง จนกระทั่งเรื่องนี้ ... Scent of Woman เป็นเรื่องหนึ่งที่เข้าขั้นว่า J.M. รักมากอีกเรื่องหนึ่ง


เวลาเรานึกถึง ซีรี่ย์เกาหลี อย่างแรกที่เรานึกได้คือ ถ้าไม่ใช่รักป่วนๆ ก็จะแนวโรแมนซ์แล้วพบว่านางเอกป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายตอนจบ แต่...สำหรับ Scent of Woman กลับพลิกเอาอาการป่วยของนางเอกขึ้นมาตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งมันก็น่าคิดว่า ถ้าเกิดเรามารู้ตัวว่า ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ยังไงให้คุ้มค่าที่สุด



เรื่องราวก็เกี่ยวกับ ลียอนเจ (แสดงโดย คิมซอนอา นางเอกเรื่อง My Name is Kim Sam Soon นะเอง) สาวโสดอายุ 30 กว่าๆ ทำงานในบริษัททัวร์ชื่อว่า ไลน์ทัวร์มา สิบปี ไม่มีอะไรคืบหน้านอกจากจะเป็นลูกจ้างต๊อกต๋อย โดนหัวหน้าโขลกสับใช้งานอยู่บ่อยๆ แถมโดนเพื่อนร่วมงานเขม่น เอาเป็นว่าชีวิตของลียอนเจ ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็มีแต่คนไม่พอใจในสิ่งที่เธอทำและก็มองข้ามความดีงามของเธอไปซะหมด แต่เพราะตัวเธอเองก็เป็นคนสู้งานก็จริง แต่มักจะซุ่มซ่ามบ่อย เพราะเหตุนี้แหละ จนกระทั่งเธอได้รับอุบัติเหตุเล็กน้อยระหว่างทำงาน คุณหมอแชอึนซอก (ออมกีจุน) เพื่อนเก่าสมัยประถมของ ยอนเจ ตรวจพบว่าเธอเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย พอดีว่าหมอแชเป็นคนที่เย็นชา พูดจาขวานผ่าซากแถมยังห้วน เขาจึงบอกอาการป่วยของยอนเจตรงๆ แบบไร้อารมณ์ เธอจึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่กับแม่และเพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอ


ลียอนเจ (คึิมซอนอา)                           คังจีอุค (ลีดงอุค)


แชอึงซอก (ออมกีจุน)                             อิมเซกยอง (ซอฮโยริม)


หลังจากที่รู้ว่าตัวเองป่วย อยู่ได้แค่6เดือน เธอตัดสินใจไม่เข้ารับการรักษาเพราะเธอบอกว่าเธอต้องการใช้ "ตลอดชีวิต" ของเธออย่างที่เธอต้องการ ไม่ใช่เข้ารับฉีดยาอยู่แต่รพ. เพราะทำให้รู้สึกว่าเธอเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งจริงๆ ทั้งนี้เพราะ หมอแชเอง ถึงขนาดเป็นเพื่อน ก็ยังไม่นึกถึงจิตใจของยอนเจ เขาพูดให้ยอนเจรู้สึกอึดอัดในฐานะหมอ-คนไข้และ ฐานะเพื่อน ขณะทำงาน เธอก็ถูกตราหน้าเพราะเป็นหัวขโมย จนถูกมองว่าทำลายชื่อเสียงบริษัท และยังถูก อิมเซคยอง (ซอฮโยริม) คู่หมั้นของจีอุคและเป็นคนฝากลูกค้านักท่องเที่ยวให้กับเธอจนเกิดเรื่อง ทั้งตบหน้าและเหยียดหยามยอนเจ มาเจอหัวหน้างานตัวเองไม่แยแสความดีความงามของยอนเจอยู่ก่อนแล้วยังมองเธอไม่ดีไปด้วย สุดท้ายแล้วยอนเจจึงตัดสินใจว่าเธอจะใช้ชีวิตตามที่เธอต้องการ ด้วยการเขียน Bucket's List คือการเขียนสิ่งที่อยากทำอะไรก่อนตาย ยอนเจก็ ลาออกจากงาน แก้เผ็ดหัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน แต่งตัวสวยๆ ไปเที่ยวในที่ๆ เธอไม่เคยไป ได้ทำในสิ่งที่เธอฝันไว้ และ ได้รักกับคนที่เธอแอบชอบ อย่าง คังจีอุค (ลีดงอุค) ผอ.หนุ่มไฟแรงลูกชายเจ้าของบริษัททัวร์ที่เธอทำงานอยู่ เมื่อเรื่องราวเริ่มเกิดขึ้น เมื่อยอนเจได้เจอจีอุค บังเอิญ ทีนี้ สิ่งที่เธอได้วาดฝันเอาไว้จะเป็นจริงก่อนตายหรือไม่ ก็ต้องติดตามกันต่อไป








 สำหรับเรา ตอนนี้กำลังดูรอบ 2 อยู่ดีๆ ก็คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นซีรี่ย์ที่เหมาะสำหรับคนที่ท้อแท้กับชีวิต คนที่ลืมความฝัน ความสุขของตัวเองในชีวิตอยู่บ่อยๆ หรือคนที่กำลังป่วยอยู่ ทำให้เรารู้ว่าชีวิตมีค่าแค่ไหน ที่เราต้องใช้ และรู้จักใช้มันให้มีความสุขจนกว่าเราตาย อย่างน้อยเราควรตายอย่างมีความสุขนี่นา อีกอย่างคือ ต้องอดทนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า อย่างยอนเจ รู้จักอดออมเงิน ไม่เคยใช้มัน แต่รู้มั๊ย เวลาเก็บเงินเราไม่ค่อยเห็นค่ามันเพราะเอาแต่เก็บๆ แต่เห็นค่ามันก็ตอนที่เราต้องการจะใช้มันยังไงให้คุ้มค่าที่สุด การเสียเงินไปกับความสุขที่ฝันไว้ก็คุ้มค่าอีกเหมือนกัน และ การได้เจอกับคนรัก คนใกล้ตัวที่เรารัก ให้เขามีความสุขก่อนเราจากไป ก็ทำให้เราไม่ต้องห่วงอะไรก่อนไป 




สิ่งที่เราชอบมากที่สุดคือ ทัศนคติของนางเอกที่มีต่อสิ่งรอบข้าง ถึงเธอจะถูกเหยียดหยามยังไงก็ยังลุกขึ้นมาได้ ทุกวันนี้คนเราส่วนมาก็อ่อนแอไปกับสิ่งรอบข้างเยอะเหมือนกัน แต่เราจะเอาอะไรจากตรงนั้นมาทำให้เรามีความสุขได้บ้างนะ ก็คงจะเป็นสิ่งที่เราต้องการ อยากมี อยากประสบตามที่หวังไว้นั่นแหละ







อย่างว่า ถ้าไม่ใช่นางเอกอย่างยอนเจ ก็คงไม่โชคดีที่เจอกับพระเอกอย่างจีอุค ... เอ๊ะๆ อย่าลืมว่าเรื่องนี้ตัวเอกคือนางเอก พระเอกแทบจะเป็นบทรองด้วยซ้ำ เพราะว่า อย่างที่เห็น เรื่องนี้ ตัวนางเอกเป็นตัวเดินเรื่อง ไม่ใช่ทั้งคู่ พระเอกเป็นส่วนหนึ่งที่นางเอกวาดฝันไว้ เหมือนๆ กับ ทริปไปโอกินาว่า หรือ กินอาหารแพงๆ อย่างไรก็ตาม พระเอกเป็นตัวแทนของความรักหนุ่มสาว ที่นางเอกอยากมี โดยตัวนางเอกแล้ว อายุก็ปาไป 34 ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่สำคัญเพราะเป็นช่วงสำหรับการแต่งงาน อีกนัยหนึ่ง เรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า มุ่งเป้าหมายเป้าหมายคนดูอายุ 30 กว่าๆ ด้วยเช่นกัน การปรากฏตัวของพระเอก ทำให้รู้ว่า สิ่งที่ยอนเจปราถนาคือ 1 เธอควรมีใครสักคน ตามที่แม่เธอบอก 2 ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เธอจะชอบผู้ชายดีๆ ฐานะดีๆ อย่างจีอุค ซึ่งบอกได้เลยว่า อิจฉายอนเจมากๆ 55+ 3 เธอควรลงหลักปักฐานก่อนจะไป อย่างไรก็ตามพอวาระสุดท้ายชีวิตของเธอ เธอรู้ว่ายังไงก็อยู่กับเขาไม่ได้ตลอดชีวิต แต่มันก็ไม่มีโอกาสไหนให้เธอได้เจอเขาอีกแล้ว










แอบเสียดายที่มีแค่ 16 ตอน อยากให้ยืดกว่านี้ แต่ว่า ถ้าได้ดูตอนจบก็คงเหมาะสมแล้วล่ะ เพราะ เขาต้องการให้หยุดแค่นั้น ... ไม่ใช่! เหตุผลในตัวของมันก็คือ ยอนเจ ได้สิ่งที่เธอต้องการครบแล้ว ก็เหลือแต่ รอ เท่านั้นแหละ เรารับรองได้เลยว่าเรื่องนี้ ยิ่งผู้หญิงดู อาจจะน้ำตาไหลได้เพราะ ลียอนเจ ยิ่งตอนที่จีอุครู้ว่ายอนเจป่วย ล่ะก็ TT-TT ...





^W^



คำพูดของยอนเจที่เราชอบมากที่สุดก็ตอน เต้นแทงโก้กับผู้ชายฝรั่งชรา ท่านหนึ่งแล้วบอกว่า เหมือนเธอได้เต้นรำกับพ่อ ได้กอดพ่อ และคิดถึงพ่อ

ขอขยายความว่า การเต้นแทงโก้ในเรื่อง จริงๆ มันเรียกว่าการเต้นอาร์เจนติน่าแทงโก้ ซึ่งต่างจากการเต้นแทงโก้ตรงที่ สัมผัสใกล้กว่า และส่วนมากคู่เต้นรำจะเป็นผู้ชายมีอายุกับผู้หญิงอ่อนกว่า เพราะงั้น ยอนเจถึงเลือกการเต้นแทงโก้ซึ่งสื่อถึงคุณพ่อที่ยอนเจจากไปนะเอง


และการที่พระเอกเข้ามาเต้นด้วย ถ้าให้เราคิด ก็คงเป็นการส่งผ่านจากพ่อไปสู่ลูกเขยนะเอง
^___^


สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ว่ายังไงก็เป็นอีกเรื่องที่เตือนใจเราเสมอ :)



แถมเพลงเรื่องนี้ ที่ชอบก็น่าจะทุกเพลง ที่ชอบสุดๆ ก็ You Are So Beautiful - คิมจุนซู JYJ You and I - MBLAQ Blue Bird - คิมฮานึล



You Are So Beautiful - Junsu JYJ

지금 난 너의 눈을 보며 운다 
ชีกึม นัน นอเอ นูนึล โพ มยอ อุนดา
ตอนนี้ผมกำลังร้องไห้ในขณะที่สบตากับคุณ

네 맘을 보며 운다 애써
เน มามึล โพ มยอ อุนดา แอ ซอ
ผมกำลังร่ำไห้ ดังนั้น

해맑게도 쓴웃음 짓는 그 표정에
แฮ มัลเกโด ซือนูซึม ชิดนึน คือ พโย จอเง
ผมพยายามที่จะทำตัวร่าเริง แม้จะยกยิ้มอย่างขมขื่น

너를 담아두고 싶다 
นอรึล ทามาดูโก ชิพดา
ผมอยากจะมีคุณอยู่เคียงข้าง

그 바보같이 예쁜 꿈들과 어설픈 모습을
คือ พาโบกาชี เยปึน กุมดึล กวา ออ ซอลพึน โมซือบึล
ทั้งความฝันอันน่าขันทว่าสวยงามและแม้แต่ความซุ่มซ่ามของคุณ

하루하루 네 모습이 추억을 만들어
ฮารุฮารุ เน โมซือบี ชูออกึล มันดือ รอ
ในแต่ละวัน ผมสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ได้มากมายก็เพราะคุณ

나 기억해 네 여린 손 흩어진 머리까지도
นา คี ออแค เน ยอริน ซน ฮือ ทอจิน มอรีกาจีโด
ผมจำได้ทุกอย่าง ทั้งมือที่อ่อนนุ่มของคุณและกระทั่งผมที่ยุ่งเหยิงของคุณ


*(Forever you) You are so beautiful 
(เพียงคุณตลอดไป) คุณนั้นช่างงดงามเหลือเกิน

내 가슴에 밀려와 
แน คาซือเม มิล รยอ วา
มันตรงเข้ามาในใจผมอย่างฉับพลัน

스며와 
ซือ มยอ วา
ค่อย ๆ ซึมซาบเข้าไป

다가와 번진 네 상처도
คากาวา พอนจิน เน ซัง ชอโด
บาดแผลทั้งหมดของคุณนั้น มันกำลังส่งผ่านมายังผมแล้ว

(Forever you) You are so wonderful 
(เพียงคุณตลอดไป) คุณนั้นช่างเลอเลิศเหลือเกิน

시린 네 사랑도 네 눈물도 내 아픈 상처를 지우죠
ชีริน เน ซารังโด เน นุนมุลโด แน อาพึน ซัง ชอรึล ชีอู จโย
แม้กระทั่งความรักอันเย็นชาและน้ำตาของคุณก็ลบเลือนบาดแผลอันเจ็บปวดของผมไป

널 사랑한다 널 사랑한다
นอล ซารางันดา นอล ซารางันดา
ผมรักคุณนะ ผมรักคุณ


이제는 너를 안아주고 싶다 
อีเจนึน นอรึล อานาจูโก ชิพดา
ตอนนี้ผมอยากจะโอบกอดคุณไว้

그 차가운 세상 끝에 홀로 서성이던 널
คือ ชากาอุน เซซัง กือเท ฮลโร ซอ ซอ งี ดอน นอล
คุณ คนที่ยืนอยู่บนโลกที่โหดร้ายใบนี้เพียงลำพังมาตลอด

하루하루 내 사랑이 네 맘을 위로해 
ฮารุฮารุ แน ซารางี เน มามึล วีโรแฮ
ในแต่ละวัน ความรักของผมจะปลอบโยนใจของคุณ


상처난 네 가슴에 내 기억들을 담는다 
ซัง ชอนัน เน คาซือเม แน คี ออก ดือรึล ทัมนึนดา
ผมจะเติมเต็มหัวใจที่บอบช้ำของคุณด้วยความทรงจำของผม

Repeat *

한순간 조차 잊지 말아요 
ฮันซุนกัน โชชา อิดจี มาราโย
โปรดอย่าลืมแม้สักช่วงเวลา

얼마나 얼마나 사랑했는지 기억해요 for you
ออล มานา ออล มานา ซารา แงด นึนจี คี ออแคโย for you
อย่าลืมว่าผมรักคุณมากขนาดไหน มากถึงเพียงใด เพียงเพื่อคุณ

Repeat *

네 기억으로 살고싶다
เน คี ออ กือโร ซัลโกชิพดา
ผมอยากจะคงอยู่ในความทรงจำของคุณนะ

Credit:: satomi709201@youtube
English Trans:: lyriclirik.blogspot.com + TheMinhoAddiction@youtube
Thai Romanization & Thai Trans:: daikun@exteen (~#DN_LoveR#~)





You and I - MBLAQ
Ost.Scent of a Woman


라라 랄라랄라 라라랄라
ลาลา ลัลลาลัลลา ลาลาลัลลา
라라 랄라랄라 라라랄라
ลาลา ลัลลาลัลลา ลาลาลัลลา

When I wake up morning  everyday 넌 내 style
When I wake up morning  everyday นอน แน  style
เมื่อฉันตื่นมาตอนเช้า ทุกๆวันเธอเป็นของฉัน

니가 천국이야  니가 나의 꿈이야
นีกา ชอนกูกียา นีกา นาเอกูมียา
เธอเป็นเหมือนสวรรค์ เธอเป็นเหมือนความฝัน

You're something in my dream
You're something in my dream
เธอคือบางสิ่งบางอย่างในความฝันของฉัน


너무 행복했던 너와나의 History
นอมู แฮงบกแฮซตอน นอวานาเอ History
มีความสุขมากๆ ในเรื่องราวของเธอกับฉัน

너와 내가 처음 사랑했던 그자리
นอวา แนกา ชออึม ซารังแฮซตอน คือจารี
เริ่มตั้งแต่เราตกหลุมรักกัน

sometime in the morning
sometime in the morning
บางเวลาในตอนเช้า

sometime in the everynight
sometime in the everynight
บางเวลาในทุกๆคืน

I wanna hold you in my eyes
I wanna hold you in my eyes
ฉันต้องการให้เธออยู่แต่ในสายตาฉัน

내게 다가와 줄래
แนเก ทากาวา ชุลแร
คุณจะใกล้เข้ามาหาฉันอีกได้ไหม

한발짝 다가와줄래 워어어
ฮันบัลชัก ทากาวาชุลแร วอ ออ ออ
ใกล้เข้ามาขึ้นอีกขั้น

니가 함께 한다면
นีกา ฮัมเก ฮันดามยอน
ถ้าคุณมากับฉัน

그래준다면
คือแร ชุนดามยอน
ถ้าหากมันเป็นแบบนั้น

세상 모든걸 다 준대도
เซซัง โมดึนกอล ทา ชุนแดโด
ฉันก็จะมีพร้อมทุกอย่างบนโลกนี้

난 행복할꺼야
นัน แฮงบกฮัล กอยา
ฉันคงจะมีความสุข

You are my sunshine everynight
You are my sunshine everynight
เธอคือแสงสว่างของฉัน ในทุกๆคืน

사랑은 이런건가봐
ซารังอึน อีรอน กอนกาบวา
ฉันคิดว่านี่แหละคือความรัก

이게 사랑인가봐You&I
อีเก ซารังอิน กาบวา You&I
นี่แหละคือความรักของ เธอกับฉัน


라라 랄라랄라 라라랄라
ลาลา ลัลลาลัลลา ลาลาลัลลา
라라 랄라랄라 라라랄라
ลาลา ลัลลาลัลลา ลาลาลัลลา

When I wake up morning everyday 넌 내 style
When I wake up morning everyday นอน แน style
เมื่อฉันตื่นมาตอนเช้า ทุกๆวันเธอเป็นของฉัน

kiss me in the morning
kiss me in the morning
จูบฉันในตอนเช้า

kiss me in the everynight
kiss me in the everynight
จูบฉันในทุกๆคืน

I wanna hold you in my eyes
I wanna hold you in my eyes
ฉันต้องการให้เธออยู่แต่ในสายตาฉัน

내게 다가와 줄래
แนเก ทากาวา ชุลแร
คุณจะใกล้เข้ามาหาฉันอีกได้ไหม

한발짝 다가와줄래 워어어
ฮันบัลชัก ทากาวาชุลแร วอ ออ ออ
ใกล้เข้ามาขึ้นอีกขั้น

니가 함께 한다면
นีกา ฮัมเก ฮันดามยอน
ถ้าคุณมากับฉัน

그래준다면
คือแร ชุนดามยอน
ถ้าหากมันเป็นแบบนั้น

세상 모든걸 다 준대도
เซซัง โมดึนกอล ทา ชุนแดโด
ฉันก็จะมีพร้อมทุกอย่างบนโลกนี้

난 행복할꺼야
นัน แฮงบกฮัล กอยา
ฉันคงจะมีความสุข

You are my sunshine everynight
You are my sunshine everynight
เธอคือแสงสว่างของฉัน ในทุกๆคืน

사랑은 이런건가봐
ซารังอึน อีรอน กอนกาบวา
ฉันคิดว่านี่แหละคือความรัก

이게 사랑인가봐You&I
อีเก ซารังอิน กาบวา You&I
นี่แหละคือความรักของ เธอกับฉัน


행복한 꿈을 꾸는 것만 같은
แฮงบกฮัน กูมึล กูนึน กอซมันกาทึน
เหมือนว่ากำลังฝัน ซึ่งเป็นความฝันที่มีความสุข

저하늘 별이 눈이 부신 이밤에
ชอฮานึล พยอรี นูนี พูซิน อีบาเม
ท้องฟ้านั่น ดวงดาวช่างสว่างไสว

너에게 사랑한단 말을 전해  in my heart
นอเอเก ซารังฮันดัน มารึล ชอนแฮ  in my heart
และฉันก็จะบอกเธอว่าฉันรักเธอ ในใจของฉัน

내게 다가와 준 널
แนเก ทากาวา ชุนนอล
เธอใกล้ฉันเข้ามาแล้ว

한발짝 다가와 준 널 워어어
ฮันบัลชัก ทากาวาชุน นอล วอ ออ ออ
ใกล้ฉันเข้ามาอีกขั้นแล้ว

행복하게 해줄게 웃게해줄게
แฮงบกคาเก แฮชุลเก อุซเกแฮชุลเก
ฉันจะทำให้เธอมีความสุข ทำให้เธอยิ้ม

내가 니편이 되어줄게
แนกา นีพยอนี ทวีออชุลเก
ฉันจะอยู่เคียงข้างคุณ


난 행복할꺼야
นัน แฮงบกฮัน กอยา
ฉันคงจะมีความสุข

You are my sunshine every night
You are my sunshine every night
เธอคือแสงสว่างของฉัน ในทุกๆคืน

사랑은 이런건가봐
ซารังอึน อีรอน กอนกาบวา
ฉันคิดว่านี่แหละคือความรัก

이게 사랑인가봐You&I
อีเก ซารังอิน กาบวา You&I
นี่แหละคือความรักของ เธอกับฉัน

cr. Korean lyric  [Hangul + Romanization] , Eng Trans lyric [pop!gasa]
คำอ่านไทย+แปลไทย [กรี๊ดโจวรักกี้หลงคยู 279249]
















J.M.

Melody of My Life

ผู้ติดตาม