Lifetime Recipe

Lifetime Recipe

ก่อนจะอ่าน...

นี่เป็นบล็อคส่วนตัว สิ่งที่อยากโพสคือสิ่งที่อยากเก็บไว้เป็นความทรงจำ เพราะตัวเองเป็นคนลืมง่าย แม้แต่ช่วงเวลาความสุข ความประทับใจ ผิดกับความเศร้าเสียใจ ที่จำได้ง่ายเหลือเกิน แต่จะพยายามโพสแต่สิ่งที่น่าจดจำที่สุดก็แล้วกัน ...ยินดีต้อนรับสู่โลกของJulie Mค่ะ^^

วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

ท า ง เ ลื อ ก

ไหนๆ เรียนจบแล้วก็ขอพักผ่อนใช้เวลาทบทวนชีวิตตัวเองก่อน เด็กจบใหม่หลายคนและส่วนใหญ่(คิดว่า)ตอนนี้ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วกำลังหางานกันแน่นอนทันที ชีวิตสู่โลกแห่งความเป็นจริงเริ่มขึ้นแล้ว สิ่งแรกที่เราคิดเรื่องการหางานหลังเรียนจบเป็นเรื่องที่เราค่อนข้างกังวลเหมือนกัน แล้วมาคิดอีกทีว่าทำไมต้องกังวลว่าเราจะไม่ได้งาน หรือไม่ได้เงิน หรือเพราะกลัวถูกข้างบ้านมองว่า จบมายังหางานทำไม่ได้ หรือโดนมองว่า พวกความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด พอมองดีๆ เราไม่ได้แคร์เรื่องพวกนั้น เงินก็มี ชีวิตประจำวันก็ไม่ได้ใช้สอยอะไรมากเงินเหลือก็เก็บ เรื่องถูกดูถูกก็ไม่ได้เอามาใส่หัว แต่ก็โดนแอบกดดันนิดหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว ปัญหาตอนนี้อยู่ที่การเตรียมตัว ถึงเรียนจบและจะสมัครงาน มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่เราจำเป็นต้องมองให้ดี ไม่ว่าจะเรื่องความชอบความสนใจว่าเราอยากทำงานอะไร แบบไหน บรรยากาศยังไง เรายอมให้เวลาพิจารณากับเรื่องพวกนี้มาก เหมือนตอนที่แอดมิชชั่นเลือกคณะ 4 ลำดับ อันนั้นก็คิดนานเหมือนกัน ผลลัพธ์เราได้เรียนในสิ่งที่ชอบ

มาคิด มาเตรียมหลังจบเรียนไม่สายไปไหน่อยเหรอ เราถามตัวเองแบบนั้นหลายครั้งแล้วก็ตอบเหมือนเดิมว่า เราคิดแบบนี้มาเป็นปีแล้ว แต่รู้อะไรไหม การทำตามใจตัวเองก็เป็นเรื่องยาก และเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งเหมือนกัน การจะแยกความชอบของเราออกจากความจำเป็นจากความเห็นคนอื่น น่ะ กว่าจะชั่งน้ำหนักว่าเราจะเอาชีวิตตามในแบบของเราหรือให้ผู้ใหญ่กำหนดชีวิตเรา บางครั้งความคาดหวังจากผู้ใหญ่ถือเป็นเรื่องดีตรงที่เราได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่โดนบังคับให้ทำงานหรือเป็นในสิ่งที่เราไม่ได้ถนัดหรือชอบ เพราะงั้นกว่าจะแยกแยะตรงนั้นก็กว่าจะเคลียร์ได้มาถึงชีวิตตอนนี้ คำพูดเดียวที่พ่อบอกและทำให้เราสบายใจสุดคือ ตอนนี้ชีวิตแค่เริ่มต้น เรื่องหางานไม่ได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่จำเป็นต้องคิดจนตัวตาย ถ้าจะเสียเวลาปีนึงเพราะไม่มีที่ทำงาน ก็เอาเวลาตรงนั้นมาพัฒนาตัวเราและเตรียมพร้อมรับมือให้มากขึ้น ชีวิตเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น ชีวิตเรายังอยู่อีกนาน ในอนาคตอาจจะมีอีกหลายหนทางเข้ามาให้เราเลือกอีกก็ได้ เพราะงั้นอย่ามองแค่ว่าเราจะโดนใครมองอะไรยังไง เป็นคำสอนที่ทำให้เรามองหาสิ่งที่เราอยากทำชัดเจนกว่าเดิม

สิ่งที่เราอยากทำคือการเป็นนักแปลภาษา อยากแปลนู่นนั่นนี่ แต่หลักๆ อยากแปลบทความบันเทิง ข่าวไลฟ์สไตล์ วรรณกรรมเด็กหรือนิทานมากกว่าเอกสารบทความ แต่ไม่ได้ไม่ชอบ แค่ถนัดและมีความชอบส่วนตัวกับพวกบทความบันเทิง อะไรทำนองนั้นมากกว่า ทีนี้เราคงไม่เอามาเป็นอาชีพหลัก ทำได้แค่เป็นเพียงงานอดิเรกเท่านั้น ส่วนงานหลักนี่จะทำอะไรยังไม่รู้เลยนอกจากงานพวกเลขาฯ แถมไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดนี่ล่ะคือปัญหา การจบเอกอังกฤษมา ถ้าไม่มีความรู้เรื่องศาสตร์อื่นๆ ก็เอามาประยุกต์ใช้ได้ไม่มากกว่าคนที่เรียนภาษาอังกฤษประกอบกับวิชาที่เอาไปประยุกต์กับงานได้เช่นการจัดงาน การแปล การท่องเที่ยวโรงแรมและอื่นๆ เราโทแปลแท้ๆ แต่คิดว่าสิ่งที่เรียนยังไม่พอ แถมเอามาเป็นอาชีพหลักยากถ้าไม่มีประสบการณ์ผ่านผลงานมาหลากหลายรูปแบบแล้วล่ะก็ ทำเป็นงานประจำยาก และฟรีแลนซ์ถ้าไม่ขึ้นกับสังกัดไหนก็ดี แต่เราจำเป็นต้องชำนาญการแปลมากกว่านี้จริงๆ ระหว่างนี้ก็ขอใช้เวลาไปการแปลและงานอื่นๆ ทำงานเลี้ยงชีพระหว่างหาความสนใจที่เราชอบจริงๆ เสียก่อนนะ

J.M.

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ทฤษฎี "Kübler-Ross model" ใน You Who Came from the Stars



"Kübler-Ross model" or five steps of grief mentioned in You Who Came from the Stars
ทฤษฎีคับเบลอร์-รอส หรือ 5 ขั้นเมื่อเผชิญกับความเศร้า ที่ถูกกล่าวในเรื่อง ชายผู้มาจากดวงดาว (ออกแนวมีสาระนิดนึง)



I got this psychological theory while watching You Who Came from the Stars. I heard To Min Joon mentioned the theory, Kübler-Ross model, after he had refused to tell his true feeling to Cheon Song Yi. And the series showed Song Yi's processed reactions as per the theory humorously and respectively. Then I got to find more explanation on it and found it useful to deal the hard situation step by step.

เพิ่งสังเกตว่าในเรื่องโทมินจุนยกทฤษฎีทางจิตวิทยาของคับเบลอ-รอส มา เป็นทฤษฎีเกี่ยวการเผชิญกับความเศร้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนที่โทเมเนเจอร์พูดไว้ในเรื่องหลังจากที่เจ๊ซงอีสารภาพความรู้สึกแบบหมดเปลือกให้โทเมเนเจอร์ฟัง ซีรี่ส์ก็ตัดฉากอธิบายทฤษฎีนี้สลับกับฉากนางเอกประกอบเป็นตัวอย่างทีละขั้นอย่างตลกขบขำ ก็เลยคิดว่า เจ้าทฤษฎีนี้น่าจะได้ประโยชน์ถึงขั้นต้องหาข้อมูลมาอ่านเพิ่มเติม

The theory explains on how people could face after they experience trauma in everyday life whether from death or break up. By observing people who have this illness, Kübler-Ross conclude the expecting results into five process that people normally encounter.

ทฤษฎีของคับเบลอ-รอสกล่าวถึงว่า ผู้คนเผชิญหน้ากับความผิดหวัง ความเศร้าโศกในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิต หรือ เลิกคบกับแฟน โดยพวกเขาจะฝ่าฟันมันไปอย่างไร เพราะฉะนั้น เจ้าของทฤษฎีก็ได้สังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านี้และสรุปออกมาได้ 5 ขั้น 5 แบบที่คนเหล่านั้นแสดงอาการออกมา

Perharps, in my case, after paying attention the theory, psychologically, I see that I have passed the last step so far that I understand that my past was really proceeded according to the five steps of grief. No wonder that how hard to go through those incidents and I feel lucky finding this article which is very helpful to find the solutions.

บางที อย่างเราพอได้อ่านทฤษฎีนี้ เพิ่งรู้ว่าเราเพิ่งผ่านขั้นตอนสุดท้ายมาหมาดๆ พอมองย้อนกลับมา มันก็จริงที่เราผ่านตามขั้นตอนทั้ง 5 มาได้ เลยไม่แปลกใจ แถมโชคดีที่มาเจอทฤษฎีนี้ ทำให้ค้นพบวิธีรับมือกับอาการทีละขั้นได้

However, the series must have confused the two first steps. Actually, the step of denial comes before of anger. Otherwise, the production might purposely intend to swap them or they were accidentally mistaken.

อย่างไรก็ตาม เราจับผิดซีรี่ส์ได้อย่างนึงคือ มันเรียงขั้นตอนผิด จริงๆ ขั้นแรกต้องเป็น ไม่ยอมรับความจริง แล้วค่อย โกรธ แต่ไม่ว่ากัน ถ้าคิดในอีกแง่ ซีรี่ส์อาจจะตั้งใจสลับไม่ว่าจะเหตุผลอะไร หรือเพราะความผิดพลาดของทางผู้เขียนบท

Here are the five steps of grief.
5ขั้น เมื่อเผชิญกับความเศร้า


Denial = ไม่ยอมรับความจริง


"What?! Is he crazy? What an alien on Earth!"

Anger = โกรธ โมโห

                           
"You idiot! I'm gonna make you pay off! "

Bargaining = การปลอบใจตัวเอง

"Actually, he's not my type I wanna date with."
Depression = ความซึมเศร้า


"I'm not crying. The tears just flow out."

Acceptance = การยอมรับ

"I'm gonna be the prettiest woman and make you regret all of this!"



Generally, facing dilemnma should be consequently done in the patterned process so that those people will be healed step by step in each step. The more you express your emotion regarding five steps, the faster you will be cured from dilemna. That's why we should hurrily accept the unresolved problem and move on.

โดยปกติแล้ว การเผชิญหน้าควรเป็นไปตามขั้นตอนตามลำดับเพื่อคนเราจะได้หายจากอาการทั้ง5ให้เร็วที่สุด ยิ่งถ้าเราแสดงอาการตาม 5 ขั้นมากขึ้น อาการเราก็จะฟื้นฟูเร็วมากขึ้นจากความเศร้าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะฉะนั้น เราควรรีบยอมรับปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไขให้เร็วและเดินหน้าต่อไป


 

Meanwhile, women and men get the different results. Tending to get a better life, women upgrade herself by improving individuals or finding a better guy she's ever dated. Unlike women, men will be more sorrowful than women ... (somehow and not everyone, I guess)

อย่างไรก็ดี ผู้หญิงกับผู้ชายได้รับผลกระทบต่างกัน คือ ผู้หญิงมีแนวโน้มฟื้นฟูเร็วกว่า ปรับปรุงตัวดีขึ้น ไม่ว่าจะ พัฒนาตัวเองให้ดูดีหรือหาผู้ชายที่ดีกว่าคนเก่า แต่ผู้ชายมีแนวโน้มตรงกันข้าม อาจจะเศร้ามากกว่าผู้หญิง (ซึ่งเราไม่รู้ว่าจริงรึป่าว)




To get over, if we are in the middle of these steps, don't worry. Just express out what you should do and feel in order to relieve yourself soon. Pretending not to feel is not the real remedy. It even extends your trauma and last for long time. Therefore, to say again, accept it and move on.

ถ้าเรายังอยู่ในช่วง5ขั้นนี้ ขอให้พึงรู้ไว้ว่า อย่าไปกังวล แค่ระบายความรู้สึกพวกนั้นออกมา จะได้หายจากการประสบปัญหาที่แก้ไม่ได้พวกนั้น และการเสแสร้งหรือหลอกตัวเองว่าไม่เป็นไรไม่ใช่วิธีแก้ที่แท้จริง เพราะมันยิ่งทำให้เวลา 5 ขั้นนั้นยืดเยื้อนานออกไปอีก เพราะงั้น ย้ำอีกรอบ รีบยอมรับและเดินหน้าชีวิตต่อไปดีกว่า




ปล. ไม่ได้ตั้งใจแปลให้ตรงเป๊ะ ก็ขออภัยด้วยJ.M.

sources:
wikipedia.org
You Who Came from the Stars episode 13, aired on 29 January 2014
lucidchart.com
kodhit

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

[Videos] 2014 Sweet Smile JOO WON fan meeting in Thailand "First Love"


มาถึงเรื่องราวความประทับใจจากมีทของดาราหนุ่มเจ้าของบทบาท หมอพัค กับคำพูดติดปาก "ปัลรี ปัลรี ปัลรี ปัลรี" มาให้ชมกัน ตอนไปนี่ตื่นเต้นมากๆ เป็นครั้งแรกที่พี่จูวอนมาจัดแฟนมีทที่ไทย มีโมเม้นท์น่ารักๆ แถมอาการเขิน เปิ่นๆ ด้วย ดูเป็นตัวของตัวเองมาก เชื่อแล้วว่า พี่เขาขี้อายจริงๆ แต่ไม่ตื่นเวทีเลย (ระดับนี้แล้ว -..-) สิ่งที่ประทับใจมากๆ คือ ความน่ารักเนี่ยแหละ แต่ก็คำพูดที่กินใจ ถึงแม้เวลาจะน้อยนิด แต่ก็ฟินไม่หายขาด เรียกได้ว่าเต็มอิ่ม สัมผัสใกล้ๆ กันถ้วนหน้า 

แต่มีเรื่องตินิดนึงคือ เหมือนพิธีกรจะเป็นผู้สื่อระหว่างศิลปินกับคนดูไม่เต็มที่เท่าไร แต่ก็สนุกดี บางครั้งอยากติเรื่องคำพูดกูมึงพูดลับหลังเจ้าของงานไม่ค่อยดีนะคะ ส่วนล่ามแปลน่าจะแปลทุกกระเบียดนิ้วให้พี่จูเขาเข้าใจแฟนคลับไทยมากๆ ด้วยก็ดี ส่วนสำนวนการแปลยังแปลเป็นทางการไปหน่อย น่าจะแปลมันส์ๆ แบบภาษาวัยรุ่นบ้าง 555+

เอาล่ะ มีคลิปมาฝาก ไกลหน่อย แต่เสียงเพราะ 

ร้อง If I were >



ร้อง Unchained Melody + ทำปิ๊กหลุด 55




แอคติ้งเป็นหมอพัค + ช่วงตอบคำถาม 



เต้นเพลงหญิงลี + ถ่ายไม่ทันพี่แกเต้น แต่ดูพิธีกรสาธิตเอา 555+



Farewell พูดยาวๆ และได้ใจความ T_



ร้อง This is the moment 지금 이순간 สุดยอด แต่ตอนจบคลิปที่เห็น พี่แกผิดคิวเดินเข้าผิดฝั่ง หลังจากนั้นพี่เขาวิ่งลนๆ ไปอีกฝั่ง 55 เพื่อมาเซอร์ไพร์ส ในคลิปถัดไป



เซอร์ไพรส์




Tags: Joo Won, Moon Jun Won, Fan meet, Thailand, Sweet Smile, First Love, Good Doctor

วันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

[หนัง][แนะนำ] The Perks of Being a Wallflower


The Perks of Being a Wallflower

หมายเหตุ: สปอยล์หนัก ถ้าใครยังไม่เคยดูแนะนำว่าอย่าเพิ่งอ่าน ไปดูหนังก่อน 55

นำแสดงโดย โลแกน เลอร์แมน  เอ็มม่า วัตสัน  เอซร่า มิลเลอร์


กลับมาแนะนำหนังหลังจากหายไปเรียนหนังสือ พอดีไปเจอเรื่องนี้เพราะเอ็มม่าเล่น เลยอยากรู้ว่าเกี่ยวกับอะไร และเท่าที่ดูโปสเตอร์ข้างบนครั้งแรก นึกว่าหนังวัยรุ่นอเมริกันทั่วไปล่ะมั้ง สะดุดไปเห็นชื่อหนังข้างบนตัวนักแสดง เอ่ จะแปลเป็นไทยยังไงนะ  perk ? มันแปลว่าผลตอบแทนอะไรสักอย่างที่คุ้มค่าแก่การได้มา แล้ว wallflower กำแพงดอกไม้ อันนี้ค้นในเออร์บันดิกฯเลย จับใจความได้ว่า wallflower คือคนที่คนทั่วไปไม่ค่อยได้สังเกตและไม่ค่อยมีใครคบหรือเข้าหา แต่พอได้รู้จักก็จะรู้ว่าคนๆ นี้เป็นคนอัศจรรย์มาก พอเอาชื่อเรื่องมาแปลแบบรวมๆ ก็คือ 'ผลตอบแทนของการเป็นคนอัศจรรย์ที่ไม่มีใครสนใจ' แต่ดูชื่อไทยของเรื่องแล้ว บอกเลยว่า มันดูกุ๊กกิ๊กมาก และไม่เข้ากับเรื่องเท่าไรนะคะ - -;


หลังจากดูจบเลยเสิร์ชหาทันที หนังเรื่องนี้สร้างจากหนังสือของ Stephen Chbosky และก็เป็นคนกำกับเรื่องนี้ด้วย ถึงว่าทำไมการดำเนินเรื่องและการแสดงอารมณ์ของตัวละครมันชัดเจน และมีความเป็นดั้งเดิมตามหนังสือสูงมาก ถึงตัวหนังจะตัดออกไปเยอะก็ตาม ก็เพราะคนเขียนมากำกับเอง ซึ่งเป็นหนังที่หายากมากๆ โดยเฉพาะหนังที่ทำจากนิยาย ส่วนตัวเลยอยากจะซื้อมาอ่านอีกสักเล่มหนึ่ง พูดถึงตัวละคร ผกก. เลือกคนเล่นถูกบทมาก จากที่เราไม่เคยดูหนังของโลแกน ซึ่งรู้ว่าดังจาก Percy Jackson แต่มันไม่ใช่แนวสำหรับเรา แต่กลับประทับใจกับบทนี้เอามากๆ บทแซมและแพริกเช่นกัน เด็กชายKevin จาก We Need to Talk about Kevin และเอ็มม่า วัตสัน จากแฮรี่ฯ มันน่าสนเล็กๆ ตรงที่เราอยากเห็นเอ็มม่าพูดอังกฤษแบบอเมริกัน และเธอก็ทำได้ค่ะ ฮ่าๆ ถึงจะแปร่งๆ หน่อยก็โอเค น่ารัก^^ ถ้าเราให้คะแนน ก็จะให้ 9.5/10 ค่ะ อีก .5 ที่หายก็คือเรื่องราวในหนังสือถูกตัดออกไปเยอะตามประสาคนทำหนัง ซึ่งส่วนที่ตัดก็มีความสำคัญไม่แพ้กันนะ



เรื่องราวหลักๆ ของเรื่อง ก็คือ ชาร์ลี เด็กหนุ่มที่กำลังจะขึ้นม.ปลาย มันเป็นความท้าทายของเขาที่จะก้าวขึ้นไปโตอีกระดับหนึ่ง แต่เขากลับพบว่า ชีวิตม.ปลายมันช่างแตกต่างจากม.ต้น ที่มีเพื่อนเก่าๆ จะมาคอยคุย และเคยมีเพื่อนๆ มากกว่านี้ แต่พอชาร์ลี เข้ามาในโรงเรียนม.ปลายก็เจอกับสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตต่างๆ นาๆ ทุกคนมีโลกส่วนตัวสูงขึ้น เพื่อนที่เคยรู้จักตีตัวออกห่าง แม้กระทั่งพี่สาวของชาร์ลีชื่อ แคนดิซ ห้ามไม่ให้น้องของตนมานั่งทางด้วยเพราะเธอจะนั่งทานกับแฟนหนุ่ม ชาร์ลีเลยต้องนั่งทานอาหารกลางวันคนเดียว โดนเพื่อนแย่งเอาการบ้านด้วยการข่มขู่ และนั่นทำให้เขาไม่มีเพื่อนในวันแรกที่เข้าเรียน 


ระหว่างที่เขาอยู่บ้าน ชาร์ลีมักจะเขียนไดแอรี่ ซึ่งเรา คนดูอาจจะมองได้ว่า เด็กคนนี้มีโลกส่วนตัวสูงจริงๆ ถึงขั้นต้องบันทึกชีวิตตัวเองและความรู้สึกตัวเองทุกๆวัน ความลับที่เขาปิดบังไว้กลายเป็นกำแพงในใจ มันกำลังบังความจริงบางอย่างภายใต้จิตใจของเขาอยู่   อย่างไรก็ตาม เวลาที่ชาร์ลีอยู่กับพ่อแม่ แม้ว่ามีความในใจที่ปิดบังอยู่ และ เรื่องที่เขาถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งมากแค่ไหน  มีความสุขหรือไม่ เขาจะไม่อยากให้พ่อแม่และพี่สาวรับรู้




จนวันหนึ่ง เขาได้รู้จักกับรุ่นพี่ที่สอบตกวิชางานช่าง ชื่อว่า แพทริก เขาเป็นตัวสีสันของชั้นเรียน ทั้งล้อเล่นคุณครู และเป็นตัวตลอกประจำโรงเรียนที่ใครๆ ก็รู้จักกันในฉายาว่า 'ไม่มีอะไร' ชาร์ลีเห็นรุ่นพี่คนนี้ดูร่าเริงสดใส ก็เลยอยากเป็นเพื่อนโดยที่เขาต้องพยายามเข้าหา และนั่นทำให้เขารู้จักกับ แซม รุ่นพี่สาวสวยร่าเริงที่ทำให้ชาร์ลีแอบชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ยิ่งเห็นก็ยิ่งอยากคบเป็นเพื่อนด้วย และวันนั้นหลัง



จากดูแข่งขันอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนจบลง พวกเขาทั้งสามคนก็ได้รู้จักกัน เริ่มแรกที่ชาร์ลีเป็นเพื่อนกับแซมและแพทริก สองคนนั้นยังไม่แคร์ชาร์ลีมากเท่าไร มิหนำซ้ำ ยังเปิดเพลงไล่ชาร์ลีอีก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ชาร์ลีโกรธหรอก ในทางกลับกัน ชาร์ลีคิดว่า แพทริกกับแซมเข้าคู่กันดี ทำให้ชาร์ลีเข้าใจผิดว่าพวกเขาเป็นแฟนกัน แต่ที่ไหนได้ พวกเขาเป็นพี่น้องพ่อแม่เพิ่งแต่งงานใหม่ด้วยกัน และแพทริกเองก็ไม่ได้ชอบผู้หญิงเสียด้วย ทำให้ชาร์ลียิ่งรู้สึกแอบชอบแซมเข้าไปอีก แต่เขากลับมารู้ทีหลังว่า แซมมีแฟนรุ่นพี่มหา'ลัยแล้ว 


หลังจากที่เขาไม่ได้เจอแซมกับแพทริกบ่อยๆ จนกระทั่งงานเลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่ ชาร์ลีพยายามอีกครั้งที่จะเข้าวงเต้นกับพวกเพื่อนทั้งสองนี้ เขาทำสำเร็จ และหลังจากนั้นรุ่นพี่ทั้งสองก็พาเขาไปปาร์ตี้ ซึ่งก็มีการเล่นกัญชา(รึเปล่า) แต่ไม่ร้ายแรงมากนัก ถือเป็นการรับน้องภายในตัว ทุกคนในปาร์ตี้ต่างตะลึงชาร์ลีว่าเป็นคนตลกมากๆ (หลักจากกินคุกกี้หลอกไป) ใครๆ ก็ชอบเขา จน แซม ต้องทำนมปั่นให้ดื่มเพราะสติชาร์ลีย์ไม่อยู่กับตัวจริงๆ และนั่นทำให้เขาพูดความในใจต่อหน้าแซมได้เต็มที่ เมื่อแซมถามเขาว่า เพื่อนของชาร์ลีย์ไปไหน เขาตอบว่า เพื่อนของเขาเพิ่งฆ่าตัวตายไปเมื่อฤดูร้อนครั้งที่แล้ว นี่จึงทำให้แซมรู้สึกเศร้า สงสาร และอยากเป็นเพื่อนชาร์ลีมากขึ้น และเมื่อแพทริกรู้ด้วย พวกเขาทั้งสามเลยกลายเป็นเพื่อนกันและชาวแก็งส์อย่างแท้จริง

เรื่องราวต่อจากนี้ ก็เกิดความสับสน ระหว่างเพื่อนทั้งสามและ ที่สำคัญ ภายในจิตใจของชาร์ลีที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป



คงสปอย์ได้แค่นี้นะคะ เพราะถ้ามากไปอาจจะน่าเบื่อ สำหรับเราแล้ว เราดูเรื่องนี้ 7รอบติดต่อกัน ไม่รู้ทำไม ก็เพราะชีวิตวัยรุ่นของใครหลายคนอาจจะเคยเป็นแบบชาร์ลีมาแล้วน่ะสิ แต่สิ่งที่ประทับใจและทำให้เราย้อนดูกลับไปกัลบมาคือ คำพูดประโยคนึงของชาร์ลี 

"งั้นผมว่าเราเป็นอย่างที่เราเป็นด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง
และเราอาจจะไม่รู้เหตุผลเหล่านั้นทั้งหมดก็ได้"

กับ

"ผมทั้งมีความสุขและความเศร้าพร้อมกัน
ผมยังคงตามหาคำตอบว่ามันเป็นไปได้ยังไง"


ชาร์ลีเป็นเด็กที่เก็บความรู้สึก และมีโลกส่วนตัวมากจนเขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกลึกๆ ต่อหน้าคนอื่นได้ เพราะเขามีความลับบางอย่างตามหลอกหลอนเขา เขาคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้น้าของเขาตายและมันไม่เคยจางหายไป เวลาที่เขาอยู่คนเดียวจิตใจเขาจะสับสนและหมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ตนไม่เคยบอกใคร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องบันทึกความรู้สึกลงไดแอรี่ 

แต่เมื่อเขาได้รู้จักกับแซมและแพทริก ทำให้เขารู้ว่า เขาควรที่จะเปิดความรู้สึกออกมาให้มากกว่านี้ เพราะยิ่งถ้าเขาไม่พูดอะไรออกมา เขาจะกลายเป็นคนที่ไม่มีใครจดจำและสนใจ และกลายเป็นwallflowerจริงๆ และที่มากไปกว่านั้นก็คือ เขาแอบชอบแซมแต่ไม่เคยบอกความรู้สึกออกไปตรงๆ ทั้งๆ ที่ทั้งคู่ก็รู้อยู่แก่ใจ เพราะชาร์ลีเองรู้อยู่แล้วว่าแซมมีแฟน เขาจึงคิดที่อยากจะแอบเฝ้ามองอยู่ห่างๆ มากกว่าที่จะอยู่ใกล้ๆ และอยากเห็นเธอมีความสุขมากกว่า ในขณะที่แซมไม่มั่นใจว่าชาร์ลีคิดยังไง เพราะเขาไม่เคยสารภาพรักกับเธอ บวกกับทีเธอเองเคยถูกหลอกมา วันหนึ่งแซมจึงถามชาร์ลีว่า 'ทำไมคนที่ตัวเองรักถึงทำเราเหมือนไม่มีอะไรเลย' และชาร์ลีก็ต้องกลับแซมว่า 'เราแค่รับความรักที่เราสมควรได้รับไง' 




เป็นประโยคที่คนเขียนชอบมากที่สุด


สิ่งที่ชาร์ลีเรียนรู้อีกอย่างหลังจากมีเพื่อนรุ่นพี่ทั้งสอง เขารู้ว่าทุกคนก็มีเบื้องหลังความเจ็บปวดเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เขากลับเจ็บปวดที่สุดเพราะความเจ็บปวดนั้นทำให้เขากลายเป็นเด็กเงียบ และไม่ร่าเริง ไม่มีเพื่อนคบ แต่การที่เขาได้เจอเพื่อนดีๆ อย่างแซมและแพทริก กลับทำให้เขากล้าที่จะต่อสู้กำแพงจความกลัวในจิตใจนี้อีกครั้ง



หนังสือและหนังเรื่องนี้ มีประโยคอีกหลายประโยคที่ทำให้เราหวนนึกถึงชีวิตวัยรุ่น และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป แนะนำเลยค่ะ
  
 'พวกเราแค่อยู่ตรงนั้นด้วยกัน แค่นั้นก็พอแล้ว'


 'พวกเราคือที่สุด'


ต่อไปเป็นฉากที่ชอบมากที่สุด 



ผมไม่รู้ว่าผมจะมีเวลาเขียนจดหมายอีกมั๊ย 
เพราะ ผมอาจจะยุ่งกับการเข้าหาเพื่อนมากขึ้น
ดังนั้น ถ้านี่จะกลายเป็นฉบับสุดท้าย 
ผมแค่อยากจะให้คุณรู้ว่าผมเคยอยู่ในที่ๆ แย่มาก่อน
ก่อนที่ผมจะเข้าม.ปลาย  และคุณได้ช่วยผมไว้
ถึงแม้คุณไม่เคยรู้ว่าผมเคยพูดเรื่องอะไรไว้ หรือ รู้จักใครที่
เคยประสบเหตุการณ์แบบนี้ คุณกลับทำให้ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว
เพราะผมรู้ว่ามีใครอีกหลายคนที่พูดเรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยมีอยู่ 
และผู้คนที่ลืมช่วงอายุตอน16ย่างเข้า17นั้นเป็นยังไง 
ผมรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องเล่าสักวัน และรูปภาพจะกลายเป็น ภาพเก่าๆ 
พวกเราจะกลายเป็นพ่อแม่ของใครสักคน
แต่ ณ ช่วงเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องราว  มันกำลังเกิดขึ้น 
ผมอยู่ตรงนี้ และผมกำลังจ้องมองเธอ 
เธอดูสวยมากๆ ผมสัมผัสได้ 
ช่วงเวลาหนึ่งเดียวนี้ พอรู้ว่าตัวคุณไม่ใช่เรื่องราวอันแสนเศร้าอีกต่อไป 
คุณกำลังมีชีวิตชีวา 
คุณลุกขึ้นยืนและเห็นแสงไฟตามตึกสูงต่างๆ และทุกอย่างนั่นทำให้คุณรู้สึกฉงน
และตอนนี้คุณกำลังฟังเพลงบนรถที่แล่นกับคนที่คุณรักมากที่สุดในโลก

และ ณ วินาทีนี้ ผมมั่นใจว่า 
พวกเราคือ ที่สุด



ตบท้ายด้วยเพลงในอุโมงค์ที่แซมถามหา




พวกเราขอแค่เป็นฮีโร่แค่วันเดียว ก็พอ

J.M.

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

[เบ็ดเตล็ด]แนะนำซีรี่ส์ น่ารักๆ






ไม่ได้เข้ามาอัพนานได้สักพักแล้ว จะยุ่งเรื่องงานเรื่องเรียน แต่ก็ไม่ได้ลืมที่นี่ไปนะ แหะๆ (ข้อแก้ตัว- -*) เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันดีกว่า ช่วงนี้ และระยะหลังๆ J.M. ไม่ค่อยตามซีรี่เกาหลีเท่าไร แต่กลับไปติดซีรี่ส์ฝรั่งซะงั้น!!! ไม่ว่าจะ Glee, The Vampire Diaries, Breaking Bad Walking Dead บลาๆๆๆ ไม่ได้ดูทุกเรื่องหรอก น่าแปลกที่ว่า เราดูซีรี่ส์ฝรั่ง ทำให้เรารู้ว่า มันมีหลากหลายแนวให้เราได้เลือกดูเยอะมาก พูดง่ายๆ พักจากซีรี่ส์เกาหลีเครียดๆแค้นๆ เศร้าๆ หันมาดูอะไรเจิดจ้าๆ บ้าง โดยส่วนตัวชอบหนังเพลงอยู่แล้ว เลยคิดไม่ผิดที่ดูGlee ได้ฟังเพลง + นั่งขำๆ ฮาๆ กับตัวละครไป ดูแวมไพร์3เศร้า ตกลงมันจะรักไม่รักใคร(ฟระ)แถมพามาทั้งแม่มด หมาป่า และ ลูกครึ่งหมาป่าแวมไพร์(อันหลังกรี๊ดหนักๆ><) ดูอาจารย์วิทย์ม.ปลายมาเป็นคนทำยาเสพติดย์จนเป็นGodfatherยังไง เห็นได้ว่า ดูคนล่าผีดิบอย่างเมาส์มันส์ 
จะเห็นว่า มันคนละเรื่องคนละไสตล์แต่เราก็ดูมันทั้งหมด ด้วยความที่มันให้ลุ้นกันไปคนละแบบ อีกอย่างหนึ่งคือ ซีรี่ส์ฝรั่งทำหลายตอนเท่าเกาหลีก็จริง แต่เดินเรื่องเร็วมาก ดูๆ ทีไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกอึด เนื้อเรื่องกระชับ พอๆ กับซีรี่ส์ญี่ปุ่นในบางที และสุดท้ายคือ อาจจะฟังดูไม่น่าเชื่อ หลังจากดูซีรี่ส์ฝรั่งมาปีกว่าๆ ครั้งแรกที่ดูจำได้ว่า ต้องดูซับอิ้งค์ จนถึงตอนนี้ ไม่เพิ่งซับใดๆ แล้ว   มีบางครั้งที่เราไปดูซับไทย บอกได้เลยว่าไม่มันส์เท่ากับฟังภาษาดั้งเดิม เพราะอะไรน่ะเหรอ  สำนวนภาษาอังกฤษ ถ้าเข้าใจแบบอังกฤษ มันจะโปกฮากว่าแปลไทยเยอะเอามากๆ!! แต่ก็ไม่เถียงว่าพอแปลไทยเป็นสำไทยก็ฮาไม่แพ้กัน แต่ที่เราสังเกตได้คือ ความเข้าใจมันจะเปลี่ยนไป แต่ "เซ้นส์" ไม่หายไปเลย 555+ ยังไงก็ลองดูซีรี่ส์ต่างประเทศดูกันบ้างนะ^^




ตอนนี้ กำลังหันมาดูซีรี่ส์ญี่ปุ่นอยู่ มีอยู่ 2 เรื่อง Otomen กับ Itazura na Kiss - Love in Tokyo - เรื่อง Otomen เพิ่งดูจบเมื่อวาน แปลกใจเหมือนกัน เมื่อ2วันก่อนอะไรดลใจให้เราดูเรื่องนี้ ดูผ่านๆ เห็นมันแปะตาม"หน้า"เว็บ แถมชื่อไทยก็ทำเอา เขิน ปน ฮา "ยอดชายใจแหวว" ครั้งแรกที่เห็น "ใครคิดชื่อไทยฟระ เสี่ยวมาก พระเอกเป็นตุ๊ดเรอะ หน้าตาดีขนาดนี้อ่านะ!" เลยกดเข้าไปอ่านเรื่องย่อ ใครๆ ก็คงเคยอ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้วสินะ เรากำลังอ่านอยู่เหมือนกัน(ช๊ะ!) เป็นแนว โชวโจวมังหงะ ที่ว่าด้วยพระเอกอย่างมาซามุเนะ อาสุกะ เด็กหนุ่มม.ปลายที่รูปร่างหน้าตาดี เรียนเก่ง แชมป์เคนโด้สมกับเป็นต้นฉบับเด็กหนุ่มแห่งญี่ปุ่น นายช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ จนเด็กสาวต่างต้องสยบ ถลายตัวเป็นFC แต่ทว่า เบื้องหลังตัวตนของมาซามุเนะ อาสุกะ แอบซ่อนด้านน่ารักๆ ไว้ นั่นก็คือ นิสัยแบบหญิงๆ ชอบทำอาหาร เย็บปักถักร้อย และชอบทานของหวาน นะนะนี่มันนิสัยผู้หญิงชัดๆ! อย่างไรก็ตาม อาสุกะต้องเก็บซ่อนด้านน่ารักๆ นี้ไว้และเต๊ะท่าเป็นเด็กหนุ่มญี่ปุ่นสมบูรณ์แบบตามคำขอของแม่ไว้ จนกระทั่งมาได้รู้จักกับ มิยาโกะสุกะ ริโอะ เด็กสาววัยเดียวกับเขาที่ทั้งน่ารักและแข็งแกร่ง แต่กลับไม่มีเซ้นนิสัยหญิงเหมือนอาสุกะเลย ทำให้เขาไม่สามารถปิดบังนิสัยหญิงต่อไปได้ ก็เพราะเขาแอบชอบตั้งแต่แรกเห็นน่ะสิ ต่อไปอาสุกะจะก้าวต่อไปยังไง  ... ไม่น่าเชื่อว่าเพิ่งดูจบไปเมื่อวาน (ซีรี่ส์ญี่ปุ่นอ่านะ ดู2 วันก็จบละ - -) สนุกดีจ้า ที่ดูไม่ใช่อะไรเลย พระเอก มาซากิน่ารักมากค่ะ เราไม่แน่ใจว่า มันจะมีจริงๆ เหรอผู้ชายประเภทนี้ ชอบทำอาหารกับกินของหวาน ไม่เท่าไร แต่เย็บปักถักร้อยกับอ่านโชวโจวมังหงะนี่ หายากนะ สุดท้ายคือ มันน่ารักที่ว่า ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องมีจริตเป็นหญิง ผู้ชายก็เป็นได้ แต่ไม่ได้หมายความอยากเป็นผู้หญิง แต่มันคือ ความน่ารัก ความลงตัวอย่างหนึ่ง มันก็คือผู้ชายที่ใส่ใจในรายละเอียดนั่นแหละนะ^^





ต่อไปเรื่องที่กำลังออกอากาศอยู่ ณ ตอนนี้! Itazura na Kiss - Love in Tokyo หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อเท่ากับชื่อ It Started with a Kiss สินะ จริงๆ เรื่องนี้ดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเดียวกัน และรีเมคมาเรื่อยๆ เริ่มฉายเป็นซี่รี่ส์ครั้งแรกปี 1996 จน ปี 2005 เป็นเวอร์ชั่นไต้หวันที่ แอเรียล หลิน กับ โจ เฉิง เล่นคู่กัน กับ ปี 2008 They Kiss Again เวอร์ชั่นไต้หวันเป็นเวอร์ชั่นที่หลายคนกล่าวถึงมากที่สุด เพราะ เนื้อเรื่องน่ะสิ มันทำเอาน่ารักจนอดไม่ไหว โดยเฉพาะนางเอก จริงๆ มันว่าด้วย คนฉลาด กับคนโง่ (ไม่ได้ด่านางเอกนะTT) มันไม่สำคัญเท่ากับรู้จักกับความรักได้ ชีวิตจริงนี่ไม่รู้ เท่าที่ดู น่ารักปนฮา แต่หลังๆ จะดราม่า เพราะพระเอกเล่นตัวเกินไป (ฮา) สรุปต้องดูค่ะ สำหรับคนชอบแนวนี้ เวอร์ชั่นเกาหลี ปี 2010 ที่ฮยองจุงเล่น ขอไม่กล่าวอะไร เพราะเราดูแล้วมันไม่สนุกอย่างที่คิดเลย แต่ถ้าใครดูอาจจะสนุกก็ได้ แต่เราไม่เเลยจริงๆ มาพูดถึงเวอร์ชั่นล่าสุดกันบ้าง หลังจากที่ดูไป 4 ตอนแรก มันช่างงงง คืองี้ ก่อนที่เราจะดูคิดไว้ก่อนว่า มันต้องไม่สนุกแน่ๆ เลย คงดัดแปลงอะไรไปเยอะ ปรากฏว่า โอเค ให้ผ่านค่ะ เพราะนางเอกน่ารัก เลยผ่าน ไม่ใช่แค่นั้น ถึงเวอร์ชั่นนี้นางเอกไม่เวอร์เหมือนที่แอเรียลเล่น แต่ก็เออนี่แหละ เปิ่นๆ น่ารักๆ พระเอกนี่ดูใสๆ นะ แต่พี่แกดูหน้าเด็กไป (เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ในชีวิตจริงพระเอกแก่กว่านางเอก 10 ปี(ฉัน =O=) หน้าเด็กมากไปมั๊ยพี่!) เพิ่งมาโอเคกับพระเอกในตอนที่ 2 เล่นแข็งไปหน่อย แต่ลุคมันโอเคเลยให้ผ่าน โดยรวมไม่ได้กรี๊ดกร๊าดเท่าของไต้หวัน อันนั้นมันทำฮาด้วย  แต่มันกลับน่ารักกว่าตรงที่ มันเปิ่นๆ ได้น่ารักกว่า ไม่บีบคั้นเท่าของไต้หวันเท่าไร เวลาดูเลยชิลๆ สบายๆ (หรือเพราะเราแก่แล้วหว่า- -) ตอนนี้ก็กำลังติดตามไปเรื่อยๆ จนจบ





ซีรี่ส์อีกเรื่องที่ชอบมากๆ Skip Beat คุ้นๆ ชื่อกันบ้างไหม เป็นเวอร์ชั่นไต้หวัน ดัดแปลงจากการ์ตูนญี่ปุ่น(อีกแล้วครับท่าน)ที่Ivy แล่นกับ ซีวอนและทงเฮ แนะนำเลยว่าต้องดู ตัวเด่นคือนางเอกนะเอง สำหรับเรา เรารู้สุกว่ามันเป็นซีรี่ส์บ้าเว่อร์ๆ เรื่องนึง แต่กลับได้อะไรเยอะเหมือนกัน (มีสาระนิดนึงว่างั้นเถอะนะ) หลักๆ มันจะพูดเรื่องการแสดง การเป็นดารา การเป็นไอดอล เนื้อเรื่องก็คือว่า นางเอก(จำชื่อไม่ได้ละ) Ivy แกโดนแฟนเก่าอย่างทงเฮทิ้ง จะว่าเป็นแฟนเก่าก็ไม่เชิง ไอวี่ชอบทงเฮมากๆ จนยอมทำงานพาร์ทไทม์ลาออกจากโรงเรียนเพื่อส่งเงินค่าเช่าคอนโดหรูๆให้ด๊องอยู่ เพราะด๊องหนีออกจากบ้านมาเป็นนักร้องไอดอลในกรุง ไอวี่รักด๊องมากๆ (เวอร์โคตรๆ เลยแหละ) ถึงกับต้องส่งกล่องข้าวไปที่บริษัททุกวัน และก็เก็บความลับที่ด๊องชอบของหวานด้วย จนด๊องได้เป็นศิลปินไอดอลชื่อดังแถวหน้า อยู่มาวันหนึ่ง ไอวี่มาส่งกล่องข้าวให้ด๊องถึงบริษัทก็ได้ยินว่าด๊องไม่ได้ชอบตัวเองและที่พาตัวเองมาอยู่ด้วยเพราะไม่มีใครทำกับข้าว หรือ ว่าง่ายๆ มาเป็นคนรับใช้นะเอง และก็ไม่เคยสนใจไอวี่เลย พอนางได้ยินดังนั้น ความเหลืออดก็หมดลง นางจึงประกาศสงครามกับด๊องว่า นางจะเป็นดาราแถวหน้าแล้วเหยียบด๊องให้จมดิน ไอวี่ก็เลยไปสมัครเป็นดารา ด้วยความมุ่นมั่น(อยากจะแก้แค้น) เลยยอทำทุกวิถีทางที่จะเป็นดาราให้ได้ จนมาเจอซีวอนที่ทำเอางงว่า นางนี้มันอยากจะเป็นดาราไปไหน สุดท้ายก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง ก็เลยยอมสอนไอวี่ให้เป็นดารา แต่ที่จริง มันคือวิธีการเป็นนักแสดงต่างหาก พอซีวอนรู้ว่าไอวี่อยากเป็นนักแสดงเพราะอยากแก้แค้น เลยผิดหวังในตัวไอวี่ และบอกว่า อย่าเอาความรู้สึกพวกนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจ เธอต้องรู้ตัวว่าเธออยากเป็นนักแสดงไปเพื่ออะไร เท่านั้นแหละ ไอวี่เลยค่อยๆ ลดความอยากแก้แค้นและหันมาเรียนรู้การแสดงโดยซีวอน และสุดท้ายคือ ซีวอนเองก็มีความลับ และนั่นทำให้เจ้าชายน้ำแข็งต้องละลาย เพราะไอวี่เอง ส่วนด๊องเหรอ เหอๆ เพิ่งมารู้ทีหลังว่าตัวเองชอบนางเอก (ตรูนี่แบบ ฮา สะใจ 55) เอาเป็นว่า มันน่าดูมากๆ เป็นเรื่องแรกที่ดูIvyเล่น และประทับใจกับการแสดงของเจ๊มาก ถึงมากที่สุดดดด ชอบผู้หญิงแบบนี้ ><!


ถ้ามีซีรี่ส์น่าดูจะมาแนะนำอีก ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องโดยรวมคร่าวๆ เจอกันในกระทู้ถัดไปค่ะ


J.M.

Melody of My Life

ผู้ติดตาม