Lifetime Recipe

Lifetime Recipe

ก่อนจะอ่าน...

นี่เป็นบล็อคส่วนตัว สิ่งที่อยากโพสคือสิ่งที่อยากเก็บไว้เป็นความทรงจำ เพราะตัวเองเป็นคนลืมง่าย แม้แต่ช่วงเวลาความสุข ความประทับใจ ผิดกับความเศร้าเสียใจ ที่จำได้ง่ายเหลือเกิน แต่จะพยายามโพสแต่สิ่งที่น่าจดจำที่สุดก็แล้วกัน ...ยินดีต้อนรับสู่โลกของJulie Mค่ะ^^

วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

เรื่องสั้น Ago - J.M. - part 1


คำเตือน : เรื่องราวทั้งหมดนั้นไม่ได้อ้างอิงถึงใคร ล้วนแต่เป็นจินตนาการของผู้เขียนทั้งสิ้น

เป็นเรื่องราวความรักของหญิงสาวคนหนึ่งที่มีต่อดารานักร้องชื่อดังคนหนึ่ง
เธอชื่นชอบทั้งผลงานทั้งการแสดงและนิสัยของผู้ชายคนหนึ่ง เธอเห็นเขาได้แค่จากหน้าจอสี่เหลี่ยม หรือแม้กระทั่งบนเวที เธอทำได้แค่เอื้อมมือคว้าดาวเท่านั้น ในฐานะที่เธอเป็นแฟนคลับเขา และรักเขามากล้นเหลือ เธอจึงทำทุกอย่างที่จะสื่อสารกับเขา เธอทั้งส่งจดหมาย ส่งของขวัญจำพวกเสื้อผ้าน้ำหอม แต่ส่วนใหญ่ที่เธอให้จะเป็นหนังสือ เขียนข้อความในใจทุกๆ ครั้งที่เธออยากให้ วันแล้ว

จนวันหนึ่งทีข่าวลือว่าเขากำลังคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง แม้เธอจะรู้สึกเจ็บใจนิดๆ เธอก็ยังสาบานว่าจะรักเขาอยู่ห่างๆ ห่างไกลจนไม่มีสิทธิืเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันเล่า ทุกๆ ครั้งที่เธอเห็นเขา เธอกลับต้องทำใจว่า ทุกสิ่งที่เธอคิด ที่เธอฝัน มันไม่อาจกลายเป็นจริงได้เลยสักวัน  จนทุกๆ วัน ทุกๆ นาที เธอเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ความคิดความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เธอเริ่มห่างจากดารานักร้องคนนั้นเรื่อยๆ
สิ่งสุดท้ายที่เธอเหลือไว้คือความทรงจำรักแรกข้างเดียว รักเดียวที่เขาไม่สามารถรู้จัก จากที่เคยบ้ารัก ณ ปัจจุบันเธอเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่บนโลกใช้ชีวิตในแบบผู้หญิงโสดทั่วไป ไม่แม้แต่จะเดท หรือกล้าที่จะรักใคร ในใจเธอนั้นมีเจ้าของตลอดมา 

บางทีที่ก็มีใครเข้ามาทำให้เธอหวั่นไหว แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบ หรือ อยากตอบรับรักกับพวกเขาเหล่านั้น เพียงเพราะเธอคิดว่า “พวกเราน่าจะเป็นเพื่อนดีกว่านะ” หากในความเป็นจริง เพราะเธอยังลืมรักในโลกแห่งความฝันนั้นไม่ได้ โลกที่เธอฝากรักไว้กับดารานักร้องในฝันคนนั้น แม้ไม่เคยได้รับรักกลับมา หรือแม้แต่ได้รู้จักกับเขาอย่างจริงๆ จังๆ จนเลยวัยรุ่นย่างเข้าสู่วัยทำงาน เธออายุ25แล้ว ส่วนดาราคนนั้นก็เลยวัยหนุ่มสาวแล้วเช่นกัน ระยะเวลาที่ผ่านมาเธอไม่ได้รับรู้ติดตามข่าวคราวเขาเลยจนกระทั่ง เขาประกาศแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาคบตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นและเธอก็จำได้เช่นกัน

เธอรู้สึกเจ็บเหมือนมีตะกอนเล็กๆ มันกระทบก้นบึ้งของหัวใจ ใช่ เธอยังไม่ได้เลิกรักเขา แม้เธอจะไม่ได้เห็นหน้าเขาตลอดเวลาแล้ว เธอจึงชวนเพื่อนไปผับบาร์ คลายความเศร้าและอกหัก เธอเมาจนไร้สติ  และขณะนั้นเอง... เธอเห็นเขา ดื่มกับสาวอื่นอีกห้องหนึ่ง เธอคิดว่าตัวเองตาฝาดหรือเปล่า เธอจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ..เธอ ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ได้สติอะไรมากนัก และเธอก็หลุดปากว่าออกไป “เสียดายที่ฉันเป็นแฟนคลับคุณตั้งแต่คุณยังไม่ดัง ฉันไม่นึกเลยว่าคนที่ฉันรักมากที่สุด รองจากพ่อจากแม่ จะเป็นคุณ ... ฉันมาน่าสมเพชจริงๆ น่าสมเพชจริงๆ ...” และเธอก็เมาล้มทับที่ๆ เขานั่งอยู่  เขามองเธอด้วยความประหลาดใจ เล็กน้อย และก็อุ้มเธอกลับไปหาเพื่อนๆ ของเธออีกห้องหนึ่ง แต่สร้อยข้อมือของเธอกลับตกอยู่กับพื้น

เธอตื่นขึ้นมาก็พบว่าอยู่ในบ้าน จำเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นไม่ได้ จึงไปสร่างเมาก่อนออกไปทำงาน เธอทำงานเป็นผจก.ฝ่ายออกแบบภายใน เธอมีนัดกับลูกค้าคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ... เธอก็พบว่าลูกค้าของเธอก็คือดาราที่เธอรักมานานกับ ผู้หญิงที่เธอเคยหมั่นไส้ ...
ย้อนกลับไป ตอนที่มีข่าวคบกันของเขากับผู้หญิงคนนั้น เธอจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เกาะเขาดัง ผ่านมา10ปี เธอก็ยังคงให้ความรู้สึกแบบนั้น เธอทักทายเขาอย่างเรียบง่าย ไม่แสดงออกว่าตัวเองคือแฟนพันธ์แท้ แต่เขากลับส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นที่เธอเห็นทุกๆ วัน เอกลับรู้สึกว่า ทุกๆ สิ่งในวัยรุ่นกำลังกลับมาอีกครั้ง 


พวกเขาปรึกษากันว่าอยากให้บ้างมีสไตล์แบบไหน สร้างที่ไหนและนัดดูสถานที่เป็นต้น แต่ระหว่างนั้นเธออธิบายไปเขากลับพูดคุยกับเธออย่างสบายอกสบายใจเหมือนรู้จักกันมานาน ก่อนกลับ เธอเพิ่งออกจากห้องน้ำ เขากำลังยืนรอเธออยู่ข้างหน้าห้องน้ำ เขาบอกเธอว่า “ผมจำคุณได้แล้ว” หญิงสาวประหลาดใจกับประโยคนั้น มันหมายความว่าอย่างไรกัน เขาจำเธอได้ยังไง เธอจึงถามต่อ เขาเล่าเหตุการณ์เมื่อคืน ผิดกับที่สาวเจ้าคิดไปไกล แต่ไม่นานนักสิ่งที่เธอคิดกลับถูกต้อง เขาเล่าต่อว่า เขาจำสร้อยข้อมือเส้นนี้ได้พร้อมกับจี้รูปผีเสือสีน้ำเงินพร้อมกับหยิบคืนให้เธอ เขาเล่าต่อว่า เขาเคยได้รับของจากแฟนคลับคนหนึ่งที่ลงท้ายด้วยรูปผีเสื้อตัวนี้เมื่อนานมาแล้ว จนเธอหายไป

เธอรู้สึกช็อคอีกครั้งกับสิ่งที่เขาเคยจำได้ในสิ่งที่เธอเกือบจะลืม แต่กระนั้นเขาก็ถามต่อว่าทำไมถึงไม่ส่งมาอีก เกิดอะไรขึ้นเหรอ
เธอก็ตอบเขาไปว่า เธอไม่สามารถอยู่ในโลกที่รักเขาข้างเดียวแม้แต่เขาจะไม่ได้รู้จักกัน เขาเข้าใจความหมายที่เธอจะสื่อ และเขาก็อธิบายในส่วนของเขา แต่ทว่า โชคกลับไม่เป็นใจ ว่าที่เจ้าสาวของเขาเรียกเขากลับไป ก่อนจาก เขาทิ้งท้ายไว้ “ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพื่อปกป้องแฟนคลับคนหนึ่ง และผมก็เจอ...”




J.M.


ไม่ได้อัพบล็อคมานาน คิดถึงจัง 
ช่วงนี้ก็สอบอะไรเยอะแยะ เลยเบื่อๆ หนังสือขึ้นมาแตะคอม 
และก็อยู่ดีๆ นึกเรื่องขึ้นมาได้เฉยเลย ก็เลยจัดไปสักนิด
กลายเป็นว่ายาวเกินพาร์ทหนึ่งซะงั้น
พอดีเราก็เป็นแฟนคลับกับเขาเหมือนกัน ก็เลยลองแต่งดูว่า ถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจะเป็นยังไงบ้างนะ
บางทีชอบแต่งนิทานมากกว่านิยาย แต่เป็นนิทานวัยรุ่นวัยสาวมากกว่า
เป็นคนไม่ค่อยชอบลงรายละเอียด ไม่ชอบคิดบทพูด ก็เลยแต่งมันห้วนๆ แบบนี้
เลยกลายเป็นแนวถนัดซะงั้น 


ยังไงก็มีอะไรที่ติชมก็คอมเม้นท์ข้างใต้ได้นะคะ 
เราอยากรู้ความเห็นของหลายๆ คน 
หากในความเป็นจริงแล้ว พวกคุณคงเข้ามาแล้วก็ออกไปยังไงก็ขอบคุณที่ยังเปิดเข้ามาอ่านนะคะ^^

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องสั้น Because You Live - J.M.


Because You Live – J.M. (DeuxJ)

มันเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง สมัยก่อนเธอพูดกับตัวเองว่า แม้ชีวิตทุกๆ วันนี้แย่ จะลำบาก หรือมีเรื่องที่ทำให้เธออารมณ์ไม่ดี เธอแค่ภาวนาขอให้ตัวเองฝันดีทุกคืน ฝันถึงคนที่ใช่สำหรับเธอ คนที่ทำให้เธอรักและพร้อมจะอยู่ชีวิตไปกับเขา และเธอก็ได้ฝันถึงคนนั้นของเธอแบบนี้ทุกวัน เธอรู้สึกดีใจทุกครั้งก่อนนอน เสมือนเธอมีคนรักในความฝันทุกๆ คืน ได้อยู่ด้วยกัน พูดคุยเรื่องราวให้แก่กัน เธอมีความสุขมากเมื่อฝันถึงเขา ถ้าวันไหนที่ไม่ได้ฝันถึงวันถัดมาจากนั้นเธออาจะทุกข์ขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นเธอทำได้แต่นึกถึงคนในฝัน คิดถึงคนในฝันให้ตลอด จนกระทั่งเขามีตัวตนในชีวิตจริงๆ ของเธอ  นี่คงจะเป็นความสุขเล็กๆ ที่เธอไม่สามารถหาที่ไหนได้อีกแล้ว กลายเป็นว่าชีวิตจริงเธอไม่คิดที่คบใคร เพราะเธอมีสิ่งที่ต้องการแล้วแม้จะไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตน

ผ่านไปหลายปีเธอยังคงมีความสุข แต่ก็พบกับความเป็นจริงที่ว่าเธออยากอยู่กับเขามากกว่าที่จะตื่นมาพบความจริง เธอจึงหาวิธีทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องตื่น เธอจึงทำงานอย่างหนักเพื่อรวบรวมเงินที่ได้จากงานของเธอก้อนหนึ่ง สร้างบ้านส่วนตัวที่ไกลๆจากเมืองใหญ่ เธอจ้างคนมาดูแลบ้าน และปรึกษาคุณหมอที่ไว้ใจพร้อมดูแลเธอ ในระหว่างที่เธอนอนหลับไปตลอดกาล  เธอได้จ้างสถาปนิกหนุ่มคนหนึ่ง เธอปรึกษาเรื่องแบบสร้างบ้านในหลายๆ แบบที่เธออยากให้เหมือนในฝันที่ฝันไว้กับเขาคนนั้น และทุกๆ วันที่เธอกลับจากที่ทำงาน เธอก็ไปหาหนุ่มสถาปนิกเพื่อติดตามงานทุกฝีก้าว เพื่อให้บ้านของเธอออกมาอย่างไม่มีที่ติ ระหว่างพักการทำงาน สถาปนิกหนุ่มเป็นประเภทชอบคุยเฮฮา จึงชวนเธอคุยเรื่องราวต่างๆ เหมือนเพื่อนคนหนึ่ง หญิงสาวก็เล่าเช่นกัน บางครั้งชายหนุ่มคนนั้น ก็สงสัยว่าทำไมเธอถึงยอมทุ่มเทติดตามงานออกแบบมากขนาดนี้ เขารู้มาว่าเธอไม่มีใครเลย เธอยู่ตัวคนเดียว แต่เธอบอกว่าเธอมีคนรักแล้ว แต่ไม่สามารถมาได้ หนุ่มสถาปนิกก็ไม่ได้สงสัยนึกว่าแฟนของเธอยุ่งอยู่ บางครั้งเขาก็เห็นเธอหลับระหว่างปรึกษางาน เห็นเธอยิ้มตอนหลับในบางครั้ง บ้างก็เห็นน้ำตาเธอไหลรินบนแก้ม จนเหตุการณ์ผ่านไปเริ่มแสดงให้เห็นชัดเจน เธอเผลอหลับเพราะเหนื่อยอีกครั้ง ชายหนุ่มสถาปนิกจึงอุ้มเธอลงไปนอนบนโซฟา และ เธอเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง ฉันรักคุณที่สุดเลย พร้อมกับซุกศีรษะลงบนอกชายหนุ่ม แต่เขาก็อนุมานว่า เธอคงคิดถึงแฟนที่จากไป ชายหนุ่มทำได้แต่คอยดูแลเธอยามหลับเท่านั้น ทำได้แค่มองเธอยามหลับพริ้ม รอยยิ้มที่ถ้าเธอตื่นขึ้นมาอาจะไม่ได้เห็นอีก ในเช้าวันต่อมาของวันนั้น หญิงสาวตื่นขึ้นมาก็พบว่าหนุ่มสถาปนิกนอนเฝ้าอยู่ข้างๆ โซฟา เธอไม่กล่าวอะไร พร้อมกับมองผ่านหน้าต่างทิวทัศน์ทะเลกว้างข้างนอก

เดือนสุดท้ายของการต่อเติมบ้าน หญิงสาวรู้สึกดีใจที่งานใกล้เสร็จ วันนั้นเธอก็นอนอีกครั้ง พร้อมกับละเมอพูดว่า บ้านของเราเสร็จแล้วนะ หนุ่มสถาปนิกที่เผลอมาได้ยินเข้า เขารู้สึกไม่แน่ใจกับสิ่งที่เธอเป็นอยู่ เขาเคยคิดว่าแฟนของเธอยุ่งจนไม่มาหาเธอก็คงเป็นไปไม่ได้หรือว่าเขาเสียแล้ว...?  แต่เมื่อนึกเรื่องราวย้อนกลับไป เธอไม่เคยพกรูปถ่าย หรือแม้แต่เยี่ยมแฟนของเธอที่สุสาน  เมื่อบ้านงามที่เธอตั้งใจเฝ้างานเสร็จ เธอโทรหาแพทย์ประจำตัวของเธอพร้อมกับแม่บ้านคนที่จะดูแลเธอระหว่างอยู่กับชายในฝันของเธอ และหลายอาทิตย์ต่อมา หลังจากที่หนุ่มสถาปนิกวุ่นกับโปรเจคใหม่ เขาคิดถึงเธอจึงกลับมาดูบ้าน แม้จะหมดพันธะกันแล้ว แต่สำหรับเขามันยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ และระหว่างที่เขาหายไปเขารู้ว่าไม่สามารถปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกที่แท้จริงได้ เขาจึงกลับไปบ้านนั้นอีกครั้ง ก็พบว่าหญิงสาวนอนหลับอยู่ เห็นรอยยิ้ม เห็นน้ำตา หน้าเศร้า หน้าดีใจทุกรูปแบบพึงที่เธอจะแสดงอารมณ์ออกมาได้ เขารอจนเธอลืมตาตื่น แต่มันนานเกินไปที่เธอนอนอย่างนั้นติดต่อมาสองวันแล้ว เขาจึงรู้ความจริงจากแม่บ้าน มันทำให้เขารู้สึกเสียใจมาก ที่เขาไม่สามารถบอกความรู้สึกจริงๆ ของเขาออกมาให้เธอได้ยินได้อีก เขาขอร้องให้แพทย์ช่วยทำให้เธอฟื้น และหยุดให้ยาเธอ คุณหมอไม่สามารถทำได้เพราะหญิงสาวทำสัญญากันแล้วเรียบร้อยว่าเธอจะหลับตลอดกาล เขาเข้ามาเฝ้าเธอ ทุกๆ วัน สารภาพความในใจให้เธอฟังก่อนเวลานอนของเขาทุกครั้ง บางครั้งเขาก็มาเยี่ยมตอนที่แพทย์ให้ยาเธอ เขาเห็นแล้วรู้สึกเจ็บปวดในสายตา

ผ่านไปหนึ่งเดือนที่เขาไปเยี่ยมเธอ เล่าความในใจทุกๆ แก่เธอ ทำตัวราวกับเธอกำลังฟังเขาอยู่ทุกๆ นาที แพทย์ที่จ่ายยาให้เห็นดังนั้น เขาจึงเริ่มลดยาน้อยลง เขาเองคงจะรู้สึกผิดมากไปกว่านี้แต่เขาก็สงสารหญิงสาวเช่นกัน เวลาที่คุณหมอนึกถึงความตั้งใจของเธอเมื่อยังมีชีวิตจากคำบอกเล่าของเธอเกี่ยวกับความสุขของเธอ อย่างไรก็ตามเขาก็ยอมลดยานั้นแต่ไม่เลิกที่จะให้ ไม่กี่คืนต่อมา ผลจากการให้ยาน้อยลง จากที่เธอหลับสนิท เธอเริ่มละเมอพูดเป็นเรื่องราวมากขึ้น และหยุดไปเป็นพักๆ เธอพูดเหมือนกับพูดคุยกับเขาอยู่ แม้ชายหนุ่มจะรู้ว่าเธอคุยกับชายในฝันของเขา แต่เขาก็อยากที่จะตอบคำถามนั้นเหมือนกัน  เหตุการณ์ผ่านไป ดูเหมือนกจะดีขึ้นเรื่อยๆ แม้หญิงสาวทำได้แค่คุยละเมอโดยที่ไม่รู้ตัวว่าหนุ่มที่อยู่ข้างเตียง คอยคุยเป็นเพื่อนอยู่ด้วย แม้จะหัวเราะก็หัวเราะทั้งน้ำตา แม้จะยิ้มเธอก็ไม่เห็นรอยยิ้มของเขา

คืนแล้วคืนเล่า เขาใช้ชีวิตที่เหมือนเป็นคนดูแลราวกับสามีที่ดูแลภรรยาที่ป่วย แม้ในความเป็นจริงแล้ว เธอได้พูดเอ่ยขึ้นมาว่าเธออยากแต่งงานกับเขาในฝัน เขาก็ดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน มีบ้างที่ชายหนุ่มรู้สึกอิจฉาผู้ชายที่ไม่มีตัวตนคนนั้นจะแต่งงานกับเธอ เขาจึงตอบกลับไป แต่วันนั้นเองเขาก็ซื้อแหวนมาสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายให้เธอ มือของเขากุมมือของเธอตลอดเวลา และ หญิงสาวเอ่ยขึ้นมาว่า ฉันรักคุณค่ะ เขาก็ตอบกลับ เช่นเดียวกัน พร้อมกับประทับรีมฝีปากแผ่วเบาที่ปลายรีมฝีปากอมชมพูของหญิงสาวและเขาก็เฝ้านอนเธออยู่ข้างเตียงเหมือนที่เคยทำ และแอบหวังลึกๆ ว่าวิธีนี้อาจจะทำให้เธอฟื้นเหมือนในนิทานปรัมปรา พร้อมทั้งกุมมืออย่างที่เคยทำทุกวัน และวันรุ่งขึ้นเขารู้สึกตัวอีกว่าเขาอยู่บนเตียงมีศีรษะนอนทับบนแขนซ้ายของเขา นั่นคือภรรยาของเขานั่นเอง  เขาไม่เคยได้เห็นเธอใกล้ๆ ในมุมแบบนี้ แม้เธอจะหลับไม่รู้เรื่องยังไงเขาก็ไม่เคยคิดจะแตะต้องเธอใกล้กว่าที่จะทำได้ แต่ข่าวร้ายในวันต่อมาแพทย์ที่ให้ยาเธอวินิจฉัยว่าเธอกำลังจะสิ้นใจ ตอนแรกเขากล่าวหาหมอว่าเขาเป็นคนทำให้เธอเป็นแบบนี้ หมอได้อธิบายอย่างใจเย็น เขาเก็บความลับชิ้นสุดท้ายของหญิงสาวไว้ว่าเธอเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย เธอจึงเลือกวิธีนี้และต้องการจากไปอย่างมีความสุข นั่นจึงเป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกเสียใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ แม่บ้านจึงช่วยมาปลอบสามีของหญิงสาวพร้อมกับร้องไห้เสียใจเช่นกัน  ในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจเขาเลือกที่จะทำหน้าที่สามีครั้งสุดท้าย ทั้งลาออกจากงานและลาทุกคนที่เขารู้จัก เขาทำสัญญากับหมอ โดยฉีดยาชนิดเดียวกับภรรยาของเขา และ ในที่สุด ชายหนุ่มก็นอนข้างๆ หญิงสาวที่หลับพริ้ม เขามองเธอเป็นภาพสุดท้ายก่อนจะจากไปพบเธอในอีกโลกหนึ่ง ที่เรียกว่าความฝัน



ถึงจะเป็นเรื่องแต่งขึ้นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในชีวิต แต่เชื่อมั๊ยว่า
บางทีคนเรามีอะไรย่ำแย่ในชีวิต ขอแค่ได้กลับมานอนหลับฝันดีก็พอ
บางครั้งเราไม่แน่ใจในใครคนหนึ่ง แต่เมื่อรู้ตัวตนของเขา ความรู้สึกของเราอาจจะเปลี่ยนไปด้วยก็ได้

J.M. : วันนี้ตื่นเช้ามาคิดอะไรบางอย่างจนความคิดเกะกะพวกนั้นหายไป จนพบจิ๊กซอชิ้นหนึ่ง และขณะนั้นฝนก็ตกหนักจนซาในที่สุด พร้อมกับฟัง Because You LiveของJesse Mccartney จนกลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องนี้ แต่บางครั้งเราก็ตลกตัวเอง คิดอยากแต่งนิยายทุกทีไปไม่รอดทุกครั้ง กลายเป็นว่าเราชอบเขียนแบบนี้มากกว่า และไม่เคยได้แต่งอะไรจบภายในวันเดียว 
เหมือนว่าวันนี้ จิตใต้สำนึกดิบๆ มันอยากถ่ายทอดเป็นคำพูด และมันก็ทำได้จริงๆ เพราะงั้นงานชิ้นๆ หนึ่งไม่ใช่แต่งเพราะเราออกแบบให้มันออกมาแบบที่เราคิดเป๊ะ แต่เป็นความรู้สึกของเรื่องที่จะแต่งด้วย นี่คือสิ่งที่ค้นพบระหว่างเขียนเรื่องนี้ มันอาจจะน้ำเน่าไปบ้าง และบอกได้เลยว่าแต่งจากความรู้สึกล้วนๆ 
มันดูน้ำเน่าไปนิดเนอะ ถ้าให้เอาจริงๆ จะมีใครอยากมีความสุขแบบนี้บ้าง แต่ต้องบอกก่อน ถ้าเรารู้ตัวว่าฝันแล้วมีความสุขก็อย่าลืมว่ามันเป็นเพียงความฝัน ไม่ใช่ชีวิตจริง ถ้าเราสามารถแยกการใช้ชีวิตในความเป็นจริงกับความฝันได้ อาจจะพิลึกดีผิดธรรมชาติไปนิด แต่มันก็เป็นธรรมชาติของการจินตนาการนะ^^

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

ปีใหม่มี 364 วันและวันสิ้นปีมีวันเดียว

วันที่ 31 ธ.ค.เพิ่งผ่านไปแค่1วันกลายเป็น 1 ปี ไปแล้วซะงั้น -__-* เขาถึงว่าปีใหม่มันแปปเดียวจริงๆ แค่เข็มวินาทีชี้เลข12 ในวันที่มนุษย์กำหนดวันเดือนปีว่าเป็นวันสุดท้ายของปี

จริงอยู่ที่มันเป็นปีใหม่ แต่วันสุดท้ายของปีมีแค่วันเดียว เราคิดอย่างนั้นนะ ปีใหม่จริงๆ มีแค่ 364วัน ส่วนอีก1วันคือวันสุดท้ายของปีเก่า เข็มนาฬิกาก็ยังผ่านเลข12 ไปทุกคืน ทำให้ทุกวันเป็นวันใหม่เสมอ ยกเว้น วันสุดท้าย

พอวันที่ 31มาถึง เราเพิ่งจะรู้สึก(จริงๆ) ได้ว่าปีใหม่มันมาจริงว่ะ ปีนี้ฉันทำอะไรบ้างเนี่ยๆ แต่เอาเถอะ 364 วันที่ผ่านไปก็เป็นวันเก่าๆ ได้ เพราะอะไรที่แย่ๆ ก็จะได้ผ่านไป จนบางทีเราอาจไม่ได้มองว่ามันผ่านไปในช่วงนั้น แต่เมื่อมาถึงวันสิ้นปีทีไร เราต่างเพิ่งนึกสิ่งที่ผ่านมา จนมันกลายเป็นวันเก่าๆ ไปแบบไม่รู้ตัว และก็ต้องเลือกที่จะจำบางสิ่งและลืมบางสิ่งไว้ในปีที่แล้ว

งั้นอีก 365 วันนี้ (ปีนี้มี366วัน) ใช้เวลาให้เต็มที่ ทำในสิ่งที่เป็นตัวเอง ทำตามฝันที่คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นได้ แม้จะไม่ใช่ใน365วันนี้ แต่จะเป็น 365วันตลอดไปที่เราจะใช้ชีวิตให้มีค่าและมีความหมาย เพื่อวันสุดท้ายของปีเราไม่ได้มองเป็นแค่วันเก่าๆ อย่างเดียว ให้มันเป็นวันพิเศษพอๆ กับวันสิ้นปี อย่าให้มันเป็นวันธรรมดา นี่คงจะเป็นอีกวิธีหนึ่งในการใช้เวลาให้คุ้มค่าทุกวินาที

เราไม่ได้หมายถึงว่ามีค่า จะมีแต่สิ่งดีๆ บางคนกำลังจะเติบโตเข้าย่าง20 เพิ่งเริ่มเผชิญโลกใหญ่เต็มกำลังก็ได้ อย่าลืมว่าความฝันกว่าจะคว้ามาได้ คงไม่ใช้เดินตามพรมแดง หากแต่ต้องเดินบนหินกรวด ด้วย อาจจะเป็นปีที่ใครๆ หลายคนต้องฝ่าฟันอะไรครั้งแรก แต่ฝ่าฟันอีกเยอะ เราไม่รู้หรอกว่า อีก 365วัน เราอาจจะไม่ได้อยู่ครบวันก้ได้ ใครจะไปรู้ (ไม่ได้แช่งนะ- -") ปีที่แล้ว(อาทิตย์ที่แล้ว) มีคนรู้จักเพิ่งเสียไป กำลังจะเตรียมตัวฉลองปีใหม่อยู่เลย เพราะงั้น เวลา ที่อยู่บนโลกมันมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใด และมันจะมีค่ามากกว่าเดิมถ้าเราใช้มันอย่างคุ้มค่า ที่สุด

อย่าไปกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าไปกลัวการเปลี่ยนแปลง จงพร้อมรับมันและปรับตัวให้เข้ากับมัน
ปีใหม่สำหรับเราคงจะเกิดอะไรเยอะกว่าเดิม

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีความฝันได้ และอยากทำมันคือ กำลังจากคนรอบข้าง อย่ามัวแต่สนเรื่องความฝัน จงเอาใจใส่คนรอบข้างด้วย!


อย่างปีที่แล้ว (เมื่อวาน55+) ตั้งแต่ดูNew year's Eve จำตัวละครIngrid ได้มั๊ย เธอลิสต์รายการที่อยากทำในวันปีใหม่ 10 รายการ ตอนนั้นกำลังห่อเหี่ยวใจ อยากทำอะไรส่งท้ายปีแย่ๆ ของเราซะหน่อย เลยลิสต์มัน10รายการ ก็มี เซอร์ไพรส์แม่ ช้อปปิ้ง(ซึ่งไม่ใช่นิสัยเราเท่าไร) กินข้าว ดูหนัง NYE (อีกละ) ตะลุยกทม. เคาน์ดาวน์หน้าคอมคนเดียว อะไรแบบนี้ว่าไป ดูธรรมดา แต่อยากให้เป็นแบบแผนเหมือนที่ทำทุกปี เป็นอะไรที่เออ ทำให้รู้ว่าเรา มันเป็นวันสิ้นปีจริงๆ นะ เว่ย ไม่ใช่วันเส็งเครง ไม่ใช่ แค่นั่งๆ นอนๆ เรียนๆ อ่านหนังสือ จดศัพท์เครียดกับการบ้าน เหมือนที่ผ่านๆ มา แต่แอบเสียดาย แถวบ้านร้านพิซซ่าไม่เปิด เลยอดทำไปรายการนึง คือฉลองพิซซ่า เคาน์ดาวน์กับครอบครัว แง่มๆ ไม่เป็นไร มันเป็นวันที่ได้ทำตามคำขอตัวเองครั้งแรก 55+ วันสิ้นปีปีนี้ก็ไม่รู้จะเป็นยังไง ก็โปรดติดตามชมตอนต่อไป


สรุป อย่าใช้ทุกๆ วันเป็นแค่วันธรรมดา และอย่าให้วันพิเศษกลายเป็นวันธรรมดาด้วย! (เอามาจากThaiQuote ) 

สวัสดีปีใหม่ 365วันค่ะ^^

ปล. ปีนี้เลข2555 หรือ 2012 เลขปีทำเราขนลุกนิดหน่อย- -"


วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

New Year's Eve 2011

 
ขอเก็บเป็นความทรงจำส่งท้ายปีเก่าหน่อย

สำหรับเราปีนี้มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่เคยเล่นอะไรเสี่ยงดวง แล้วคิดว่าจะได้ อย่าง บัตรคอน ตั๋วหนัง ของขวัญจากใครสักคนที่เราไม่คาดคิด หรือการได้รู้จักคนใหม่ๆ จากคนละมุมโลก อาจจะดูธรรมดา แต่สำหรับเราคิดว่ามัน เออแปลกนะปีนี้ ไม่เคยได้เล่นเกมส์ชิงอะไรแล้วได้ ไม่ค่อยได้ใส่ใจคนรอบข้างมากนัก และไม่ค่อยได้คุยกับใครแล้วมีความสุข ปี 2554 เป็นปีที่พิเศษที่สุดตั้งแต่มีชีวิตมา19ปี ก็ถือว่า อยู่มาเกือบจะ20 เพิ่งจะมีปีนี้แหละที่ มีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น ทุกๆ ด้าน ไม่ใช่แค่เรื่องโชคดีโชคร้ายเท่านั้น จิตใจก็สำคัญเหมือนกัน  คนเราไม่รู้กันหรอกว่า คนๆ นึงจะเจอเหตุการณ์เลวร้ายมากน้อยแค่ไหน เพียงแค่เขามองในสิ่งที่ไม่พิเศษ ไม่มีอะไรน่าสนใจ กลับทำให้ดูเป็นสิ่งมีค่าต่อจิตใจของเขา และยิ้มในสถานการณ์ที่แย่ได้ คิดว่ามันวิเศษสุดๆ แล้ว สำหรับ 364วันที่ผ่านมา

เวลานึกถึงการมาการไปของของอย่างหนึ่ง อย่างตั๋วใบนี้ จริงๆ ตอนแรกเล่นเกมส์ชิงกับเขา ไม่ได้หรอก แอบเฟลเหมือนกัน เพราะใจจริงอยากดูเรื่องนี้มาก เพราะอะไร ทำไม ก็แค่อยากมีความสุขส่งท้ายปีเก่าและที่สำคัญ ... แซคเอฟรอน กับ ลีอาเล่น ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นเท่าไร- -" พอดีเพิ่งดูValentine's Dayไปเลยรู้ว่าตัวเองชอบแนวๆ นี้แหละ พอเขาประกาศเสร็จในใจก็คิดว่า อืมเอาเถอะ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ปลงๆ แต่เขาบอกว่า เผื่อมีคนตัดสิทธิ์จะให้ที่สำรอง ก็ส่งเมลล์ไป ตอนตัดสินใจส่งอีกรอบก็คิดอีกว่า อืมไม่มีไรจะเสียนี่ ส่งๆ ไปเถอะ ไม่ได้ก็ไม่แปลกนี่หว่า ไม่คิดไรจริงๆ ปรากฏว่าอ่าว ได้ซะงั้น แทบช็อคเลยเมื่อเช้า ... บางอย่างถ้าไม่คาดหวัง มันก็มาหาเราเอง

ปีนี้สอนอะไรให้เราหลายอย่าง ให้เห็น ให้รู้สึกอะไรต่างๆ มากมาย แม้แต่เรื่องที่ยังไม่ได้เกิด หรือแม้แต่ความฝันที่เราอยากสาน เหมือนเป็นปีที่เตือนเราว่า อย่าคาดหวังอะไรให้มากนัก แต่ให่คาดหวังในสิ่งที่จะเป็นเรา เพื่อดำเนินชีวิตต่อไป อย่างมีความหมาย มองอะไรให้ชัดๆ มากขึ้น แล้วจะเจอส่วนดีของมันเอง และเราจะสามารถพร้อมรับมือกับอนาคต และคนในอนาคตด้วย

//ไร้สาระโหมด//

ที่รู้เรื่องนี้เพราะ ลีอา ที่เล่นเป็นเรเชลในGlee สาวกซีรี่มะกันจะรู้จักอย่างดี เราประทับใจแม่นางในเรื่องเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พูดมาก เสียงดี น่ารักดี ตอนทวิตก็ดูเซเลบแต่อะเลิร์ทตลอด ก็เลยไปดู ตอนดูtrailer ยังไม่ค่อยใส่ใจตาZac เท่าไร บวกกับช่วงนี้ดูหนังหลายเรื่องอยู่(ก็คนมันเหงาอ่านะ) เลยไปเจอ17 again ก็แบบอยากดูหน่อยสิจะหล่อจะเล่นดียังไงแค่ไหน เห็นใครๆ ก็บอกว่าหล่อๆ ตอนนั้นเรามองว่ามันธรรมดานะสำหรับฝรั่งที่ดูหล่อ - -" ดูเรื่องนี้จบเท่านั้นแหละ บอกเลยว่า ไปแล้วตัวฉัน เฮียZacหล่อเท่น่ารัก โก่ยยยยยยยยยยยยยยยย!!! เลยจัดหนัก มีDesire อยากดูNew Year's Eveมากกว่าเดิม แต่ก็นั่นแหละ เราไม่ได้อยากอะไรมาก ต้องบอกก่อนว่า ถ้าZac ไม่มาโผล่ให้เห็นหน้านะ เราคงไม่ได้เล่นเกมส์ชิงบัตรจริงๆ- -* ในที่สุดก็ได้ เข้าไปดูนั่งกรี๊ดZacกับพี่สาว ถึงจะบวมแต่ก็ยังหล่อน่ารักฮาๆ เหมือนเดิม^^

ปล. ขอบคุณเมเจอร์ที่ให้เล่นเกมส์
ปล.2 ถ้าไม่ได้พี่สาวสวยไปด้วยคงไปดูคนเดียว เหงากว่าเดิม:)
ปล.3 ครั้งแรกที่ได้
ปล.4 สวัสดีปีใหม่ค่ะ:))))))))))))))))

J.M

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รู้สึกดีที่ดูเรื่องนี้ Twilight saga breaking dawn part 1

เพิ่งไปดูมาเมื่อวาน เป็นเรื่องแรกที่ยอมซื้อปอปคอร์น >///< 




              เราเป็นแฟน(ไม่ตัวยงเท่าไร) หนังชุด Twilight อ่านหนังสือเหมือนกัน ดูได้จากธีมบล็อคตัวเอง- -" อ่านมันเลยอ่านๆ ตั้งแต่ม.5 จนถึงตอนนี้ก็อ่าน แต่เป็นคนที่จับหนังสือนานๆ ไม่ได้ ไม่รู้ทำไม ชอบอ่านจากเว็บมากกว่า ถึงจะปวดตาไปหน่อย จนมีช่วงนึงต้องพักไป เป็นอะไรที่ ลืมไปเลยช่วงนึง เพราะต้องสอบ แกะ แพะ (ที่มันเอาอะไรมาให้ตูสอบก็ไม่รู้- -*) ปั่นป่วนช่วงนึง แล้วกลับมาดูใหม่ กับ อีคลิปส์ และก็มาภาคนี้ 


           
           ตั้งแต่ดูมา บอกตรงๆ ว่าประทับใจสุดๆ กับ ภาคนี้มาก เราหมายถึงเนื้อเรื่องนะ มันสะท้อนความต้องการเราเอามากๆ (คือช่วงนี้อยู่ตัวคนเดียว) ก็ดุๆ ไป อิจฉาเบลล่าเนอะ ได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ อย่างแวมไพร์ร้อยปี เอ็ดเวิร์ด แล้วเราก็ดันชอบเอ็ดเวิร์ดอีก! ชอบนะผู้ชายที่รักษาขนบธรรมเนียม รักจริงอะไรจริง ก็นั่นแหละผู้ชายดีๆ คงมีแต่ในนิยาย โดยเฉพาะแวมไพร์ก็มีแต่ในนิยาย!-*- 


             
            สังเกตว่าแต่ละภาค จะให้ธีม ความรู้สึกที่ต่างกัน แต่ละภาคจะเน้นไม่เหมือนกัน อย่างภาคแรก เน้นโรแมนติกแบบวัยรุ่นๆ และทำให้ดูตื่นเต้นเพราะตัวตนของพระเอก นางเอกสนใจและค้นหาตัวตนของเขา ภาคนิวมูน จะดราม่านิดหน่อย เป็นภาคที่หลายคนมองว่า เบลล่า  เธอนอกใจเอ็ดเวิร์ด! เลยพากันรุมทึ้ง55+ เป็นภาคที่กำเนิดหมาป่าด้วย กลายเป็นรักสามเศร้าเพิ่งจะเริ่มต้น พอเข้ามาภาคสาม อีคลิปส์ จะบอกว่ามันส์มาก เป็นคนชอบดูแอคชั่นด้วยอ่านะ ดูแล้วไม่ผิดหวัง แถมโดนตรงรักสามเศร้า ลึกๆ ก็อิจฉาเบลล่าอีกละ55+ สงสารเจคอบสุดๆ อกหักรักแรก ภาคนี้เป็นภาคที่สนุกที่สุด แต่มาถึงภาคล่าสุด เบรคกิ้งดอว์น เป็นภาคที่สะท้อนอะไรหลายอย่าง แบบที่บอกไป สะท้อนถึงความฝันของหญิงสาว ที่อยากแต่งงานและมีชีวิตแบบเบลล่า แต่มาถึงจุดหักมุมตอนเบลล่าท้อง เบลล่าเป็นผู้หญิงที่แกร่งมากจุดนี้ เธอทำหน้าที่เป็นแม่ได้ดีมาก เป็นการสะท้อนในอีกมุม ในฐานะผู้หญิงว่า การท้องนั้นทรมานแค่ไหน โดยเฉพาะท้องกับแวมไพร์55 แถมมีเรื่องกฏของหมาป่ากับแวมไพร์เข้ามาเกี่ยวด้วย เจคอบที่ไม่ยอมให้ใครฆ่าเบลล่า แต่จนแล้วจนรอด กลายเป็นว่าไปผูกจิตกับลูกเบลล่าซะงั้น (ไม่ตกใจหรอกที่มันต้องผูกจิต ) แต่ที่ไม่คิดคือ หมาป่าเข่าอ่อน! 555+ ได้ใจ คงไม่มีใครคิดหรอกมั้งว่าเนื้อคู่ตัวเองจะเด็กมากขนาดนี้ 55+ ดูจะประหลาดหน่อยๆ 


           ประทับใจหลายอย่าง ถึงตัวหนังมันจะไม่ได้ตามนิยาย แต่ถ้าพูดถึงการลำดับฉาก มุมกล้อง ความพอเหมาะ ความยืดเยื้อ ถือว่า กำลังดี นะ คือบางทีในสายตาคนอื่นอาจจะมองว่าบางจุดเล็กๆ ของเรื่องยืดเกินไป บางจุดที่สำคัญอาจจะน้อยเกินไป แต่สำหรับเรามองว่าจุดบางจุดในฉากเขาทำมาให้คนดู 'ส่วนใหญ่' อินและตราตรึง เพราะถ้าเขาทำตามในนิยายหมด มันก็ไม่ใช่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ เอาจริงๆ เราอ่านหนังสือ อารมณ์มันแตกต่างกับในหนังเลย ในหนังสือเบลล่าก็บรรยายให้อารมณ์ในมุมเดียว กับภาพยนตร์ เล่าแบบกลางๆ เลย ว่าใครทำอะไร รู้สึกยังไง ก็มันเป็นภาพนี่เนอะ ได้อารมณ์กว่าเยอะ  และที่ประทับใจอีกอย่างคือเพลงประกอบค่ะ โดยเฉพาะเพลง It will rain ของ Bruno Mars กับ flightless bird, American Mouth ของ Iron and wine ถือว่าเข้ากับเรื่องได้ดีมาก ก็นะ ผู้กำกับเรื่องนี้ เขาถนัดละครเพลงอยู่แล้ว สังเกตได้ว่า ใส่เพลงเกือบทั้งเรื่อง            แต่ก็อย่างว่า เขาก็ตัดๆ ฉากอันละเอียดยิบของสเตฟานนี่ไป บางฉากก็ไม่ได้เรียงไปตามหนังสือ แบบนี้แหละ เหมือนกับแฮรี่

เนื้อเรื่องที่ถูกเล่าออกมาในมุมของสเตฟานนี้ เป็นอะไรที่ดูธรรมดา แต่ได้ใจนะ เพราะอะไร มาดูกัน

                  นิยายเรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติกข้ามเผ่าพันธ์ ที่โดนใจเด็กสาวที่กำลังอยากมีความรัก และกำกับไว้ว่า เป็นความรักชั่วนิรันดร์  ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็วาดฝันไว้ว่า อยากอยู่ด้วยกัน ตลอดไป ไม่มีวันตาย ถ่ายทอดผ่านแวมไพร์อมตะ เป็นนิยายที่สะท้อนความอยากลึกๆ ของสาวๆ ทุกคน ถึงชีวิตจริงจะอยู่กันยืดยาวไม่ได้ ผิดกับความเป็นจริง    สเตฟานนี่จึงใช้ไอเดียธรรมดาๆ แบบนี้ ทำให้แดรกคิวล่า หรือแวมไพร์แบบสมัยก่อนที่ดูดุและน่ากลัว ชอบดูดเลือดคน แพ้กระเทียม ต้องฆ่าให้ตายด้วยการแทงไม้ที่หัวใจ ถูกแสงแดดไม่ได้ มาทำให้กลายแวมไพร์ยุคศตวรรษที่ 21 อารมณ์แบบขาวซีดแต่หล่อมาก! คู่กับหญิงสาวที่เป็นมนุษย์ กลายเป็นนิยายรักอีกแบบหนึ่งที่ไม่คิดว่าจะยังมีอีกอยู่บนโลก- -" (เวอร์) ก็นะ ปกติ เราก็เคยดูหนังประเภท คนธรรมดารักกับเหนือมนุษย์ อย่างหนังซูปเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ แต่นี่มันเน้นว่าเผ่าพันธ์ มีหมาป่ามาแจมเป็นมือที่สาม ทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้นมากกว่าที่ควรจะเป็น! อาจจะเรียกได้ว่า สเตฟานนี่ สานฝันของหญิงสาวเลยก็ว่าได้นะ เราคนหนึ่งล่ะ^^

เป็นเรื่องแรกที่ยอมซื้อปอปคอร์นเพื่อสิ่งนี้>_<

               สำหรับการจินตนาการของสเตฟานนี่ ถือว่าจินตนาการเป็นเรื่องเป็นราวชวนให้ติดตามดีค่ะ  แม้สาระสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้น้อยกว่าก็ตาม บางทีเราอ่านเพราะมันสนุก แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง เขาก็สะท้อนให้เห็นชีวิตความต้องการวัยรุ่นกับแวมไพร์ที่หัวโบราณ มันดีนะเรื่องการแต่งงานก่อนชิงสุก เป็นเรื่องที่ ถ้าในสังคมอเมริกันจะหาได้น้อยนักที่ทำตามขนบธรรมเนียมอะไรแบบนี้ มันทำให้เรื่องนี้ ทั้งโรแมนติกแล้ว ยังเป็นความรักบริสุทธิ์อีกด้วย 


       เป็นอีกเรื่องที่ตอบโจทย์คนดูส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้หญิงที่ฝันอยากมีความรัก การแต่งงานเหมือนในหนัง และเป็นอีกเรื่องที่เราดูแล้วตราตรึงใจ เพราะมันตอบโจทย์เราในสภาวะนี้ได้ดีที่สุด กลายเป็นหนังในความทรงจำเราอีกเรื่อง รองจาก titanic ถ้าเป็นในประเภทเดียวกัน

ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าได้ดูกับใครสักคน เป็นคนที่เรารักคงจะดีไม่ใช่น้อย


ปล. ตอนนี้ใจไปแล้ว แบบว่าชอบมากเกินบรรยาย อยากเล่ามากกว่านี้นะ แต่แลดูจะยืดเยื้อไอเราก็เขียนวกไปวนมาอีกด้วย จะงงเปล่าๆ- -" 


J.M.

Melody of My Life

ผู้ติดตาม